รากของสมการ

- รากของสมการพหุนามคือค่าที่แทนแล้วทำให้พหุนามเป็นศูนย์ - การแยกตัวประกอบช่วยหาราก แต่ทุกคำตอบต้องแทนกลับในสมการเดิม

  • ใช้การแยกตัวประกอบและการหารพหุนาม
  • ใช้การแก้สมการกำลังสอง

เข้าใจเนื้อหาและเงื่อนไข

1. รากกับตัวประกอบของพหุนาม

  • ความสัมพันธ์ระหว่างรากและตัวประกอบ:
    • สมการ p(x)=0p(x) = 0 มีรากคือ x=ax = a ก็ต่อเมื่อ p(a)=0p(a) = 0
    • จากทฤษฎีบทตัวประกอบ (Factor Theorem): เงื่อนไข p(a)=0p(a) = 0 เทียบเท่ากับพหุนาม p(x)p(x) มี x−ax - a เป็นตัวประกอบ
    • หากแยกตัวประกอบได้ p(x)=(x−a)q(x)p(x) = (x - a)q(x) สมบัติผลคูณเป็นศูนย์จะระบุว่า x=ax = a หรือ q(x)=0q(x) = 0 ซึ่งเปิดทางให้ใช้การหารเพื่อลดดีกรีของพหุนามลงทีละขั้น
  • ทฤษฎีบทตัวประกอบตรรกยะ (Rational Root Theorem):
    • สำหรับพหุนามที่มีสัมประสิทธิ์เป็นจำนวนเต็ม anxn+⋯+a0=0a_n x^n + \dots + a_0 = 0 (โดยที่ an≠0,a0≠0a_n \ne 0, a_0 \ne 0):
    • รากตรรกยะที่เป็นไปได้ทั้งหมดต้องอยู่ในรูป ±pq\pm \frac{p}{q} โดยที่:
      • pp เป็นตัวประกอบที่เป็นบวกของพจน์คงที่ a0a_0
      • qq เป็นตัวประกอบที่เป็นบวกของสัมประสิทธิ์นำ ana_n
      • ห.ร.ม. ของ pp และ qq เท่ากับ 1 (gcd⁡(p,q)=1\gcd(p, q) = 1)
    • ช่วยจำกัดขอบเขตจำนวนที่ต้องนำมาทดสอบแทนค่าลงในสมการ
แผนภาพเรียง p(a)=0, a เป็นรากของ p(x), และ x−a เป็นตัวประกอบของ p(x) โดยลูกศรสองหัวแสดงความสมมูล; ด้านล่างย้ำว่าแทน a แล้วได้ศูนย์ก็ต่อเมื่อหารด้วย x−a ลงตัว
ภาพแสดงว่า p(a)=0 สมมูลกับ a เป็นรากของ p(x) และ x−a เป็นตัวประกอบของ p(x); สังเกตลูกศรสองหัวที่เชื่อมแต่ละข้อความ
  • จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
    • ผังความสมมูล: แสดงลูกศรสองหัวเชื่อมโยงสามข้อความ: p(a)=0  ⟺  a เป็นรากของ p(x)  ⟺  x−a เป็นตัวประกอบของ p(x)p(a) = 0 \iff a \text{ เป็นรากของ } p(x) \iff x - a \text{ เป็นตัวประกอบของ } p(x)

2. สูตรกำลังสองและดิสคริมิแนนต์

  • สูตรคำนวณรากสมการกำลังสอง:
    • สำหรับสมการ ax2+bx+c=0ax^2 + bx + c = 0 เมื่อ a≠0a \ne 0: x=−b±b2−4ac2ax = \frac{-b \pm \sqrt{b^2 - 4ac}}{2a}
  • การจำแนกชนิดรากด้วยดิสคริมิแนนต์ (Δ=b2−4ac\Delta = b^2 - 4ac):
    • Δ>0\Delta > 0: มีรากเป็นจำนวนจริง 22 รากที่แตกต่างกัน
    • Δ=0\Delta = 0: มีรากเป็นจำนวนจริง 11 ราก (รากซ้ำกันอันดับสอง)
    • Δ<0\Delta < 0: ไม่มีรากเป็นจำนวนจริง (รากเป็นจำนวนเชิงซ้อนที่เป็นสังยุคกัน)
สูตร Δ=b²−4ac พร้อมเงื่อนไข a,b,c เป็นจำนวนจริงและ a≠0; สามแถวแสดงว่า Δ<0 ไม่มีรากจริง, Δ=0 มีรากจริงซ้ำหนึ่งค่า, และ Δ>0 มีรากจริงต่างกันสองค่า
ภาพจับคู่ Δ<0, Δ=0 และ Δ>0 กับจำนวนรากจริงของสมการกำลังสอง โดยมีเงื่อนไข a≠0; สังเกตผลลัพธ์ในแต่ละแถว
  • จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
    • การแตก 3 กรณี: สรุปกรณีของค่า Δ=b2−4ac\Delta = b^2 - 4ac ทั้งสามรูปแบบชัดเจน ช่วยในการตัดสินจำนวนคำตอบของสมการโดยไม่ต้องหาค่ารากจริง

3. ความสัมพันธ์ระหว่างรากและสัมประสิทธิ์ (Vieta's Formulas)

  • พหุนามกำลังสอง (ax2+bx+c=0,a≠0ax^2 + bx + c = 0, a \ne 0):
    • เมื่อมีรากคือ r1,r2r_1, r_2:
      • ผลบวกของราก: r1+r2=−bar_1 + r_2 = -\frac{b}{a}
      • ผลคูณของราก: r1r2=car_1 r_2 = \frac{c}{a}
  • การหาตัวเลือกรากตรรกยะ:
    • หากสัมประสิทธิ์เป็นจำนวนเต็มและ a0=0a_0 = 0 ให้ดึงตัวประกอบร่วม xx ออกมาก่อน เพื่อให้รากแรกคือ 00 แล้วพิจารณาส่วนที่เหลือ
ผังเริ่มจากสัมประสิทธิ์จำนวนเต็ม; ถ้า a₀=0 ให้ระบุราก 0 และแยก x ก่อน; ถ้า a₀≠0 รากตรรกยะ p/q ในรูปอย่างต่ำต้องมี p หาร a₀ ลงตัวและ q หาร aₙ ลงตัว จึงสร้างผู้สมัครแล้วตรวจด้วยการแทนค่าหรือหารสังเคราะห์ โดยเศษศูนย์หมายถึงเป็นราก ส่วนเศษไม่เป็นศูนย์ตัดทิ้ง
ภาพแยกกรณีพจน์คงตัวเป็นศูนย์ออกจากการสร้างรากตรรกยะผู้สมัคร แล้วตรวจแต่ละค่าด้วยการแทนหรือหารสังเคราะห์
  • จุดสังเกตสำคัญในภาพ:

    • ผังกระบวนการหาตัวเลือกราก: เริ่มจากตรวจพจน์คงที่ a0a_0 หากไม่เป็นศูนย์ จึงสร้างตัวเลือกผู้สมัครรากตรรกยะ ±p/q\pm p/q แล้วนำไปทดสอบด้วยการหารสังเคราะห์หรือแทนค่า
  • พหุนามกำลังสาม (Ax3+Bx2+Cx+D=0,A≠0Ax^3 + Bx^2 + Cx + D = 0, A \ne 0):

    • เมื่อมีรากคือ r1,r2,r3r_1, r_2, r_3 (นับรากซ้ำตาม Multiplicity):
      • ผลบวกราก: r1+r2+r3=−BAr_1 + r_2 + r_3 = -\frac{B}{A}
      • ผลบวกของผลคูณทีละสองราก: r1r2+r1r3+r2r3=CAr_1 r_2 + r_1 r_3 + r_2 r_3 = \frac{C}{A}
      • ผลคูณของรากทั้งสาม: r1r2r3=−DAr_1 r_2 r_3 = -\frac{D}{A}
  • ข้อควรระวังในการใช้:

    • สูตรนับรากครบทุกรากตาม Multiplicity รวมถึงรากเชิงซ้อนด้วย
    • หากโจทย์ถามจำนวนสมาชิกในเซตคำตอบ รากที่ซ้ำกันจะนับเป็นสมาชิกเดียวในเซต
สำหรับ Ax³+Bx²+Cx+D=0 เมื่อ A≠0 ผลบวกรากคือ −B/A ผลบวกผลคูณทีละคู่คือ C/A และผลคูณรากทั้งสามคือ −D/A; นับรากซ้ำตาม multiplicity และรวมรากเชิงซ้อนถ้ามี
ภาพจับคู่ผลบวกราก ผลบวกผลคูณทีละคู่ และผลคูณรากกับสัมประสิทธิ์ โดยนับรากซ้ำตาม multiplicity
  • จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
    • สูตรพหุนามกำลังสาม: สรุปความสัมพันธ์ทั้งสามชุดอย่างสมบูรณ์ พร้อมเตือนการนับรากซ้ำและรากเชิงซ้อน

ความรู้นี้ใช้กับโจทย์แบบไหน?

โจทย์ให้สมการพหุนามและต้องหารากทั้งหมด

  • สังเกตจากโจทย์: ตั้งสมการเท่ากับศูนย์ได้ หรือมีสัมประสิทธิ์จำนวนเต็มที่ลองรากตรรกยะได้
  • เลือกวิธีคิด: จัดรูปเป็นพหุนามศูนย์ หา factor หรือผู้สมัครอย่างมีเงื่อนไข ลดดีกรี แล้วแทนคำตอบกลับ

โจทย์กำหนดเงื่อนไขจำนวนรากจริงของสมการกำลังสอง

  • สังเกตจากโจทย์: มีสมการ ax2+bx+c=0ax^2+bx+c=0 และระบุว่าต้องมีหรือไม่มีรากจริง
  • เลือกวิธีคิด: ใช้เครื่องหมายของตัวจำแนกตามสรุปเนื้อหาข้อ 2; ถ้ามีพารามิเตอร์จำนวนเต็ม ให้กรองค่าตามเงื่อนไขนั้นหลังแก้อสมการ

โจทย์ให้เงื่อนไขของรากสมการกำลังสามและถามสัมประสิทธิ์หรือผลรวมราก

  • สังเกตจากโจทย์: ระบุรากสามค่า หรือความสัมพันธ์ระหว่างราก เช่น รากหนึ่งเป็นส่วนกลับของอีกราก
  • เลือกวิธีคิด: ใช้ผลบวก ผลบวกของผลคูณเป็นคู่ และผลคูณของรากเทียบกับสัมประสิทธิ์; ใช้ข้อจำกัดของรากที่โจทย์ให้ แล้วตรวจค่าที่ได้กับสมการ

ตัวอย่างโจทย์พร้อมวิธีคิด

ตัวอย่าง 1 · หารากตรรกยะแล้วลดดีกรี

แก้ 2x3−3x2−8x+12=02x^3-3x^2-8x+12=0

  1. สัมประสิทธิ์เป็นจำนวนเต็ม; ผู้สมัครตรรกยะมีรูป p/qp/q โดย p หาร 12 และ q หาร 2. ลอง x=2x=2 ได้ 16−12−16+12=016-12-16+12=0
  2. จึงหารด้วย x−2x-2 ได้ผลหาร 2x2+x−62x^2+x-6; แยกเป็น (2x−3)(x+2)(2x-3)(x+2)
  3. ใช้สมบัติผลคูณเป็นศูนย์ ได้ x=2x=2, x=3/2x=3/2 หรือ x=−2x=-2

คำตอบ: x∈{−2,32,2}x\in\{-2,\frac32,2\}

ตรวจเหตุผล: แทนค่าแต่ละรากในพหุนามเดิมแล้วได้ 0; การคูณ (x−2)(2x−3)(x+2)(x-2)(2x-3)(x+2) กลับได้พหุนามเดิม

ตัวอย่าง 2 · เปลี่ยนตัวแปรแล้วคืนคำตอบเดิม

แก้ x4−5x2+4=0x^4-5x^2+4=0 ในจำนวนจริง

  1. มีเฉพาะกำลังคู่ จึงตั้ง y=x2y=x^2 ได้ y2−5y+4=0y^2-5y+4=0
  2. แยกเป็น (y−1)(y−4)=0(y-1)(y-4)=0 จึง y=1y=1 หรือ y=4y=4
  3. ย้อนกลับ: x2=1x^2=1 ให้ x=±1x=\pm1; x2=4x^2=4 ให้ x=±2x=\pm2

คำตอบ: x=−2,−1,1,2x=-2,-1,1,2

ตรวจเหตุผล: แทนกำลังสองแต่ละค่า 1 หรือ 4 ใน y2−5y+4y^2-5y+4 ได้ 0 และคืนรากทั้งบวก/ลบจาก x2=yx^2=y