พหุนามและการหาร

การหารพหุนามแยกนิพจน์เป็นตัวหาร × ผลหาร + เศษ; ทฤษฎีเศษเหลือทำให้หาค่าเศษของตัวหารเชิงเส้นได้ด้วยการแทนค่าเพียงครั้งเดียว

เลขชี้กำลังจำนวนเต็มไม่ลบ การจัดรูปพจน์คล้าย และการหารจำนวน

เข้าใจเนื้อหาและเงื่อนไข

1. ดีกรีกำกับขั้นตอนหาร

  • นิยามพหุนามและดีกรี:
    • พหุนามเขียนในรูปผลบวกของพจน์ anxn+an−1xn−1+⋯+a1x+a0a_n x^n + a_{n-1} x^{n-1} + \dots + a_1 x + a_0
    • ดีกรี (Degree): เลขชี้กำลังสูงสุดของตัวแปร xx ที่มีสัมประสิทธิ์ไม่เป็นศูนย์ เช่น 4x3−2x+14x^3 - 2x + 1 มีดีกรีเท่ากับ 33
  • ขั้นตอนวิธีการหารพหุนาม (Polynomial Division Algorithm):
    • เมื่อหาร f(x)f(x) ด้วยพหุนามที่ไม่เป็นศูนย์ g(x)g(x) จะมีผลหาร q(x)q(x) และเศษเหลือ r(x)r(x) เพียงชุดเดียวที่สอดคล้องกับ: f(x)=g(x)q(x)+r(x)f(x) = g(x)q(x) + r(x)
    • เงื่อนไขสำคัญของเศษเหลือ: r(x)=0r(x) = 0 (หารลงตัว) หรือ deg⁡r<deg⁡g\deg r < \deg g (ดีกรีของเศษต้องน้อยกว่าดีกรีของตัวหารเสมอ)
    • ในการหารยาว ให้เลือกพจน์นำของผลหารมาคูณกับพจน์นำของตัวหารเพื่อกำจัดพจน์กำลังสูงสุดของตัวตั้งในแต่ละรอบจนกระทั่งดีกรีของตัวตั้งที่เหลือต่ำกว่าตัวหาร
ตัวอย่าง 4x³−2x+1 มีดีกรี 3; การหารแสดง f(x)=g(x)q(x)+r(x) เมื่อ g(x)≠0 และ r=0 หรือ deg r<deg g; ขั้นตอนเลือกพจน์นำ ทำให้พจน์นำตรงกัน หักออก แล้วทำซ้ำจนดีกรีเศษต่ำกว่าดีกรีตัวหาร
ภาพสรุปการหาดีกรีและการหารพหุนาม โดยเศษเป็นศูนย์หรือมีดีกรีต่ำกว่าตัวหาร
  • จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
    • โครงสร้างขั้นตอน: แสดงตัวอย่างพหุนามดีกรี 3, รูปแบบสมการ f(x)=g(x)q(x)+r(x)f(x) = g(x)q(x) + r(x) พร้อมเงื่อนไข deg⁡r<deg⁡g\deg r < \deg g และขั้นตอนการเลือกพจน์นำเพื่อหักล้างพจน์ดีกรีสูงสุดทีละขั้น

2. ทฤษฎีบทเศษเหลือและการหารสังเคราะห์

  • ทฤษฎีบทเศษเหลือ (Remainder Theorem):
    • เมื่อหารพหุนาม f(x)f(x) ด้วยพหุนามเชิงเส้นรูป x−cx - c เศษเหลือที่ได้จะเท่ากับค่าคงที่ f(c)f(c) ทันทีโดยไม่ต้องตั้งหารยาว
    • เช่น การหาร f(x)f(x) ด้วย x−2x - 2 จะได้เศษเท่ากับ f(2)f(2) หรือหารด้วย x+2x + 2 จะได้เศษเท่ากับ f(−2)f(-2)
  • การหารสังเคราะห์ (Synthetic Division):
    • เป็นวิธีลัดในการหาผลหาร q(x)q(x) และเศษเหลือ f(c)f(c) สำหรับตัวหารเชิงเส้น x−cx - c
    • จัดเรียงเฉพาะสัมประสิทธิ์ของตัวตั้งตามลำดับดีกรีจากมากไปน้อย (หากพจน์ใดหายไปต้องใส่สัมประสิทธิ์ 00)
    • ข้อควรระวังสำคัญ: หากตัวหารอยู่ในรูป ax−bax - b (โดยที่ a≠1a \ne 1):
      • ค่าคงที่ที่นำมาหารสังเคราะห์คือ c=bac = \frac{b}{a}
      • เศษเหลือที่ได้ยังคงถูกต้องและเท่ากับ f(ba)f(\frac{b}{a})
      • แต่สัมประสิทธิ์ของผลหารในแถวล่างสุดจะต้องนำไปหารด้วย aa ก่อน จึงจะได้ผลหาร q(x)q(x) ที่แท้จริง
แผนภาพสามขั้นแสดง f(x)=(x−a)q(x)+r โดย r เป็นค่าคงตัว จากนั้นแทน x=a ให้พจน์ (a−a)q(a) เป็นศูนย์ จึงได้ f(a)=r; ขั้นสุดท้ายระบุว่า x−a เป็นตัวประกอบก็ต่อเมื่อ f(a)=0 และตัวหาร x+2 ต้องใช้ a=−2 ไม่ใช่ 2
ภาพแสดงการหารด้วย x−a แล้วแทน x=a จนได้เศษ r=f(a); สังเกตว่า x−a เป็นตัวประกอบเมื่อ f(a)=0 และ x+2 ใช้ a=−2
  • จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
    • แผนภาพสามขั้น: แสดงที่มาของทฤษฎีบทเศษเหลือ f(x)=(x−a)q(x)+rf(x) = (x-a)q(x) + r เมื่อแทน x=ax = a จะได้ f(a)=rf(a) = r และชี้ให้เห็นว่า x−ax - a เป็นตัวประกอบก็ต่อเมื่อ f(a)=0f(a) = 0 พร้อมเตือนว่าตัวหาร x+2x + 2 ต้องใช้ a=−2a = -2

ความรู้นี้ใช้กับโจทย์แบบไหน?

ถามผลหาร/เศษ หรือให้ตรวจว่าตัวประกอบเชิงเส้นหารลงตัวหรือไม่

สังเกตจากโจทย์: ตัวหารเป็น x−ax-a หรือให้ค่า f(a)f(a) มา

เลือกวิธีคิด: ระบุรากที่ทำให้ตัวหารเป็นศูนย์ก่อน; ใช้การแทนค่าเพื่อหาเศษ หรือหารสังเคราะห์แล้วตรวจด้วย f=gq+rf=gq+r

ตัวอย่างโจทย์พร้อมวิธีคิด

ตัวอย่าง 1 · หารพหุนามและตรวจว่าเศษเป็นศูนย์

หาร x3−2x2−5x+6x^3-2x^2-5x+6 ด้วย x−3x-3

  1. ตัวหาร x−3x-3 ให้ค่าที่ใช้หารสังเคราะห์คือ 3; เขียนสัมประสิทธิ์ครบเป็น 1,−2,−5,61,-2,-5,6
  2. นำ 1 ลง คูณ 3 ได้ 3 รวมกับ -2 เป็น 1; คูณได้ 3 รวมกับ -5 เป็น -2; คูณได้ -6 รวมกับ 6 เป็น 0
  3. จึงได้ผลหาร x2+x−2x^2+x-2 และเศษ 0

คำตอบ: x3−2x2−5x+6=(x−3)(x2+x−2)x^3-2x^2-5x+6=(x-3)(x^2+x-2)

ตรวจเหตุผล: คูณกลับได้ x3−2x2−5x+6x^3-2x^2-5x+6; อีกทาง f(3)=27−18−15+6=0f(3)=27-18-15+6=0 ยืนยันเศษเป็นศูนย์

ตัวอย่าง 2 · ใช้ทฤษฎีเศษเหลือโดยไม่หารยาว

หาเศษเมื่อ 2x3+x2−32x^3+x^2-3 หารด้วย x+1x+1

  1. เขียนตัวหารเป็น x−(−1)x-(-1) จึงใช้ a=−1a=-1
  2. ตามทฤษฎีเศษเหลือ เศษเท่ากับ f(−1)f(-1)
  3. คำนวณ 2(−1)3+(−1)2−3=−2+1−3=−42(-1)^3+(-1)^2-3=-2+1-3=-4

คำตอบ: เศษ −4-4

ตรวจเหตุผล: หารสังเคราะห์ด้วย -1 ได้ผลหาร 2x2−x+12x^2-x+1 เศษ -4; แทนกลับตรวจ f=(x+1)(2x2−x+1)−4f=(x+1)(2x^2-x+1)-4