พันธะไอออนิกและโลหะ

- เกลือแกงกับทองแดงต่างมีอนุภาคยึดเหนี่ยวกัน แต่ตัวพาประจุและการจัดเรียงอนุภาคไม่เหมือนกัน จึงอธิบายสมบัติที่สังเกตได้ต่างกัน

  • พื้นฐานที่ใช้: โลหะมีแนวโน้มเสียอิเล็กตรอนเวเลนซ์เป็นแคตไอออน ส่วนอโลหะมักรับอิเล็กตรอนเป็นแอนไอออน; ประจุบวกและลบมีแรงดึงดูดทางไฟฟ้าสถิต

เข้าใจเนื้อหาและเงื่อนไข

1. แรงดึงดูดทางไฟฟ้าสถิตสร้างโครงผลึกไอออนิก

  • พันธะไอออนิกเกิดจากแรงดึงดูดทางไฟฟ้าสถิตระหว่างไอออนบวกและไอออนลบ โดยจัดเรียงตัวเป็นโครงผลึกสามมิติ (Crystal lattice) ต่อเนื่อง ไม่ได้อยู่เป็นโมเลกุลเดี่ยวแยกขาด
  • ลักษณะของโครงผลึกไอออนิก:
    • ไอออนแต่ละตัวถูกล้อมรอบด้วยไอออนประจุตรงข้ามตามอัตราส่วนประจุและขนาด (Coordination number)
    • สูตรเคมีของสารประกอบไอออนิก เช่น NaCl\mathrm{NaCl} จึงเป็น สูตรเอมพิริคัล (อัตราส่วนอย่างต่ำ) ไม่ใช่สูตรโมเลกุล
    • ในสถานะของแข็ง ไอออนยึดแน่นในตำแหน่งของผลึกและไม่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ จึงไม่นำไฟฟ้า
แผงแรกเป็นโครงผลึก NaCl ที่เรียง Na⁺ กับ Cl⁻ สลับกันโดยไม่มีลูกศรเคลื่อนที่; แผงสองเป็นไอออน Na⁺ และ Cl⁻ กระจายตัวพร้อมลูกศร; แผงสามเป็นแกนโลหะประจุบวกกับ e⁻ กระจายระหว่างแกนและมีลูกศรการเคลื่อนที่
ภาพเทียบตัวพาประจุ: ผลึก NaCl มี Na⁺/Cl⁻ สลับและอยู่นิ่ง ของหลอมมีไอออนเคลื่อนที่ ส่วนโลหะมีแกนบวกและ e⁻ ที่เคลื่อนที่ได้
  • จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
    • ภาพรวม: การเปรียบเทียบตัวพาประจุและการนำไฟฟ้าระหว่างผลึกไอออนิก ของหลอม และโลหะ
    • ส่วนประกอบและสัญลักษณ์:
      • NaCl(s)\mathrm{NaCl(s)} (ของแข็ง): ไอออนบวกและลบตรึงแน่นในโครงผลึก ไม่เคลื่อนที่ →\rightarrow ไม่นำไฟฟ้า
      • NaCl(l)\mathrm{NaCl(l)} (ของเหลว/ของหลอม): ไอออนหลุดออกจากโครงผลึกและเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ →\rightarrow นำไฟฟ้าได้
      • โลหะ: ประกอบด้วยแกนไอออนบวกและอิเล็กตรอนเวเลนซ์ที่กระจายตัวเคลื่อนที่ทั่วโครงสร้าง (Sea of electrons) →\rightarrow นำไฟฟ้าได้ดีในทุกสถานะ
    • ข้อจำกัดของภาพจำลอง: แสดงแผนภาพเชิงหลักการพาประจุ ไม่ได้แสดงมิติผลึกจริงหรือขนาดสัดส่วนของไอออน

2. สมบัติเชิงกลและการนำไฟฟ้าของสารไอออนิก

  • ความเปราะและจุดหลอมเหลว:
    • มีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดสูง เนื่องจากต้องใช้พลังงานสูงมากในการทำลายแรงดึงดูดไฟฟ้าสถิตทั่วโครงผลึก
    • ความเปราะ (Brittleness): เมื่อมีแรงภายนอกมากระทำจนชั้นผลึกเลื่อน ไอออนประจุเหมือนกันจะเลื่อนมาตรงกัน เกิดแรงผลักทางไฟฟ้าอย่างรุนแรงทำให้ผลึกแตกหักตามระนาบ
  • การนำไฟฟ้า:
    • ของแข็งไม่นำไฟฟ้า แต่เมื่อหลอมเหลวหรือละลายน้ำเกิดเป็นไอออนที่เคลื่อนที่ได้ จึงนำไฟฟ้าได้
    • ข้อควรระวัง: สารประกอบไอออนิกไม่ได้ละลายน้ำได้ดีทุกชนิด (เช่น เกลือที่ไม่ละลายหรือละลายได้น้อยมาก)

3. แบบจำลองทะเลอิเล็กตรอนอธิบายสมบัติของโลหะ

  • โครงสร้างของพันธะโลหะ:
    • ประกอบด้วยแกนประจุบวกของอะตอมโลหะจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางอิเล็กตรอนเวเลนซ์ที่หลุดออกจากอะตอมและเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระทั่วทั้งก้อน (Delocalized electrons)
  • การอธิบายสมบัติต่าง ๆ:
    • การนำไฟฟ้าและความร้อน: อิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่อิสระทำหน้าที่เป็นตัวพาประจุและถ่ายโอนพลังงานจลน์ได้อย่างรวดเร็ว
    • ความสามารถในการตีแผ่เป็นแผ่นหรือดึงเป็นเส้น (Malleability & Ductility): เมื่อถูกแรงกระทำ ชั้นแกนประจุบวกเลื่อนไถลได้โดยไม่แตกหัก เพราะทะเลอิเล็กตรอนยังคงปรับตัวยึดเหนี่ยวแกนบวกไว้ต่อเนื่อง
    • ความมันวาว (Luster): อิเล็กตรอนอิสระสามารถดูดกลืนและสะท้อนแสงที่ตกกระทบได้ดี

4. ผลึกโมเลกุลต่างจากผลึกโคเวเลนต์ร่างตาข่าย

  • ผลึกโมเลกุล (Molecular solids):
    • ประกอบด้วยโมเลกุลโคเวเลนต์แยกกัน ยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลด้วยแรงระหว่างโมเลกุล (เช่น น้ำแข็ง, น้ำตาล, แนฟทาลีน)
    • แรงยึดเหนี่ยวอ่อนกว่าพันธะเคมีมาก จึงมีจุดหลอมเหลวต่ำ เปราะ และไม่นำไฟฟ้า
  • ผลึกโคเวเลนต์ร่างตาข่าย (Network covalent solids):
    • อะตอมทั้งหมดเชื่อมต่อกันด้วยพันธะโคเวเลนต์ต่อเนื่องทั่วทั้งผลึกเป็นโครงข่ายสามมิติ (เช่น เพชร, ควอตซ์ SiO2\mathrm{SiO_2})
    • มีความแข็งมาก จุดหลอมเหลวสูงมาก และไม่นำไฟฟ้า (เนื่องจากไม่มีอิเล็กตรอนอิสระหรือไอออน)
  • กราไฟต์ (Graphite) เป็นข้อยกเว้นสำคัญ:
    • คาร์บอนจัดเรียงเป็นชั้นสองมิติด้วยพันธะโคเวเลนต์ โดยมีอิเล็กตรอน π\pi ที่กระจายตัวเคลื่อนที่ได้ภายในชั้น จึงนำไฟฟ้าได้ดีในแนวระนาบของชั้น

5. องค์ประกอบแก้วเปลี่ยนสมบัติของโครงข่ายซิลิเกต

  • แก้วซิลิเกตเป็นของแข็งอสัณฐาน (Amorphous solid) ที่ไม่มีการจัดเรียงอนุภาคเป็นระเบียบระยะไกลแบบผลึก การเติมออกไซด์ชนิดต่าง ๆ ลงในโครงข่าย SiO2\mathrm{SiO_2} ปรับเปลี่ยนสมบัติเฉพาะทาง:
  • Borosilicate glass: มีส่วนผสมของ B2O3\mathrm{B_2O_3} ช่วยลดสัมประสิทธิ์การขยายตัวจากความร้อน ทนการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉียบพลันและทนสารเคมีได้ดี จึงใช้ทำเครื่องแก้วในห้องปฏิบัติการ
  • Soda-lime glass: มีส่วนประกอบหลักคือ SiO2\mathrm{SiO_2} ร่วมกับ Na2O\mathrm{Na_2O} และ CaO\mathrm{CaO} หลอมขึ้นรูปง่าย นิยมใช้ทำขวดแก้ว กระจกหน้าต่าง และแก้วน้ำ
  • Lead crystal glass: มีส่วนผสมของ PbO\mathrm{PbO} ทำให้ดัชนีหักเหแสงสูง เกิดประกายแวววาวเมื่อเจียระไน นิยมใช้ทำเครื่องประดับและภาชนะคริสตัล (คำว่า "คริสตัล" ในที่นี้เป็นชื่อทางการค้า ไม่ใช่ของแข็งผลึก)

6. ใช้วงจร Born–Haber หาเอนทัลปีโครงผลึก (Lattice Enthalpy)

  • วงจร Born–Haber อาศัยกฎของเฮสส์ (Hess's Law) ในการเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงเอนทัลปีของแต่ละขั้นตอนเข้ากับเอนทัลปีการเกิดมาตรฐาน (ΔHf∘\Delta H_f^\circ):
  • ความสัมพันธ์ในวงจร Born–Haber: ΔHf∘=ΔHsub+IE1+12D(X2)+ΔHEA+ΔHlatt,form\Delta H_f^\circ = \Delta H_{\text{sub}} + \mathrm{IE}_1 + \frac{1}{2}D(\mathrm{X}_2) + \Delta H_{\text{EA}} + \Delta H_{\text{latt,form}}
    • ΔHsub\Delta H_{\text{sub}}: เอนทัลปีการระเหิดของโลหะ (ดูดความร้อน, ++)
    • IE1\mathrm{IE}_1: พลังงานไอออไนเซชันลำดับที่หนึ่งของโลหะ (ดูดความร้อน, ++)
    • D(X2)D(\mathrm{X}_2): พลังงานพันธะของอโลหะ (ดูดความร้อน, ++)
    • ΔHEA\Delta H_{\text{EA}}: เอนทัลปีสัมพรรคภาพอิเล็กตรอนของอโลหะ (คายความร้อน, −- สำหรับขั้นแรก)
    • ΔHlatt,form\Delta H_{\text{latt,form}}: เอนทัลปีการเกิดโครงผลึกจากไอออนในสถานะแก๊ส (คายความร้อน, −-)
  • ข้อพึงระวังเรื่องเครื่องหมาย:
    • เมื่อโจทย์กำหนดสัมพรรคภาพอิเล็กตรอนเป็นปริมาณพลังงานที่คาย ให้ใส่เครื่องหมายลบในสมการเอนทัลปี
    • เอนทัลปีการเกิดโครงผลึก (ΔHlatt,form\Delta H_{\text{latt,form}}) มีค่าเป็นลบ ส่วนพลังงานโครงผลึก (Lattice energy ในรูปการสลายผลึก) จะรายงานเป็นค่าบวกขนาดเดียวกัน

ความรู้นี้ใช้กับโจทย์แบบไหน?

หาสูตรเกลือจากประจุของไอออน

  • สังเกตจากโจทย์: โจทย์ให้ชนิดและประจุของแคตไอออนกับแอนไอออน

  • เลือกวิธีคิด: เลือกจำนวนเต็มน้อยที่สุดให้ผลรวมประจุเป็นศูนย์ แล้วตรวจสัดส่วนก่อนเขียนสูตร

อธิบายการนำไฟฟ้าหรือความเปราะ

  • สังเกตจากโจทย์: เปรียบเทียบผลึกแข็ง ของหลอม สารละลาย หรือโลหะ

  • เลือกวิธีคิด: ถามว่ามีอนุภาคมีประจุชนิดใดและเคลื่อนที่ผ่านตัวอย่างได้หรือไม่; แยกการนำของอิเล็กตรอนในโลหะจากการเคลื่อนที่ของไอออน

จำแนกชนิดผลึกจากตารางสมบัติ

  • สังเกตจากโจทย์: มีจุดหลอมเหลว/เดือด ความแข็ง และการนำไฟฟ้าขณะเป็นของแข็งกับของเหลว
  • เลือกวิธีคิด: ของแข็งไอออนิกมักเปราะและไม่นำไฟฟ้า แต่ของหลอมหรือละลายที่มีไอออนเคลื่อนที่ได้นำไฟฟ้า; โลหะนำไฟฟ้าขณะเป็นของแข็ง; ผลึกโมเลกุลมักอ่อนและหลอมง่าย; ผลึกร่างตาข่ายมักแข็งและหลอมยาก โดยคำนึงถึงข้อยกเว้นอย่างกราไฟต์

จำแนกชนิดแก้วจากสมบัติและการใช้งาน

  • สังเกตจากโจทย์: ทนช็อกจากความร้อน/สารเคมี, ใช้ทำขวดหรือกระจก, ดูดกลืน UV หรือมีดัชนีหักเหสูง.
  • เลือกวิธีคิด: จับคู่ borosilicate กับเครื่องแก้วทนความร้อน, soda-lime กับขวด/แก้วน้ำ/กระจก, และ lead crystal กับ PbO/ดัชนีหักเหสูง; พิจารณาองค์ประกอบที่ระบุ ไม่สรุปการส่งผ่าน UV จากชื่อแก้วเพียงอย่างเดียว.

ตัวอย่างโจทย์พร้อมวิธีคิด

ตัวอย่าง 1 · หาอัตราส่วนของแคลเซียมคลอไรด์

Ca²⁺ รวมกับ Cl⁻ เป็นสารประกอบไอออนิก สูตรอย่างง่ายคืออะไร?

  1. สูตรต้องแทนผลึกที่เป็นกลาง ไม่ได้จับคู่ไอออนเพียงหนึ่งคู่โดยเดา
  2. ประจุ +2 ของ Ca²⁺ ต้องถูกชดเชยด้วย Cl⁻ สองไอออน ซึ่งให้ผลรวม +2 + 2(−1)=0
  3. เขียนสัญลักษณ์แคตไอออนก่อน แล้วใส่เลขดัชนี 2 ให้คลอไรด์; ไม่เขียนเลข 1

คำตอบ: CaCl₂ หน่วยสูตรเป็นกลางหนึ่งหน่วยมี Ca²⁺ หนึ่งตัวต่อ Cl⁻ สองตัว

ตรวจเหตุผล: นับประจุ: +2−2=0; อัตราส่วน 1:2 ย่อไม่ได้อีก

ตัวอย่าง 2 · ทำนายตัวพาประจุในสามตัวอย่าง

เปรียบเทียบ NaCl(s), NaCl(l) และลวด Cu(s): ตัวอย่างใดนำไฟฟ้าได้ และอนุภาคใดเคลื่อนที่?

  1. ระบุชนิดของของแข็งก่อน: NaCl เป็นโครงผลึกไอออนิก ส่วน Cu เป็นโครงผลึกโลหะ
  2. ใน NaCl(s) ไอออนสั่นใกล้ตำแหน่งประจำแต่ไม่เคลื่อนผ่านผลึก; เมื่อหลอมเป็น NaCl(l) ไอออนเคลื่อนที่ได้
  3. ใน Cu(s) อิเล็กตรอนที่กระจายตัวเคลื่อนที่และพากระแสได้ แม้โลหะเป็นของแข็ง

คำตอบ: NaCl(s) ไม่นำ; NaCl(l) นำด้วยไอออนที่เคลื่อนที่ได้; Cu(s) นำด้วยอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่ได้

ตรวจเหตุผล: อย่าตอบว่าสารที่มีประจุในสูตรย่อมนำไฟฟ้า: ตัวพาประจุต้องเคลื่อนที่ได้จริง