พลังงานพันธะ
เครื่องหมายของพลังงานปฏิกิริยาจะชัดขึ้นเมื่อแยกขั้นที่ต้องใส่พลังงานเพื่อสลายพันธะ ออกจากขั้นที่คายพลังงานเมื่อเกิดพันธะใหม่
พื้นฐานที่ใช้: พันธะคือแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอม; หน่วย kJ/mol ของพลังงานพันธะหมายถึงพลังงานต่อหนึ่งโมลของพันธะที่ระบุ และต้องนับตามสมการที่ดุลแล้ว
เข้าใจเนื้อหาและเงื่อนไข
1. สลายพันธะใช้พลังงาน เกิดพันธะคายพลังงาน
- ปฏิกิริยาเคมีเกี่ยวข้องกับการทำลายพันธะเดิมในสารตั้งต้นและการสร้างพันธะใหม่ในสารผลิตภัณฑ์
- หลักการพื้นฐานเรื่องพลังงานพันธะ:
- การสลายพันธะ (Bond breaking): ต้องใส่พลังงานเข้าไปเพื่อเอาชนะแรงดึงดูดระหว่างอะตอม กระบวนการดูดความร้อน (Endothermic, )
- การสร้างพันธะ (Bond forming): อะตอมเข้ามารวมกันอยู่ในสถานะที่เสถียรกว่าและมีพลังงานต่ำลง กระบวนการคายความร้อน (Exothermic, )
- ข้อควรระวัง: อย่าจำสับสนว่า "เกิดปฏิกิริยา" คือการดูดพลังงาน หรือการสลายพันธะเป็นการคายพลังงาน

- จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
- ภาพรวม: การคิดบัญชีพลังงานในปฏิกิริยาเคมีโดยแยกเป็นขั้นสลายพันธะและขั้นสร้างพันธะ
- ส่วนประกอบและสัญลักษณ์:
- สลายพันธะ: ลูกศรชี้ขึ้น พลังงานเข้าสู่ระบบ (ดูดพลังงาน)
- เกิดพันธะ: ลูกศรชี้ลง พลังงานออกจากระบบ (คายพลังงาน)
- สูตรประมาณการ:
- กฎสำคัญ: ดุลสมการเคมีและนับจำนวนพันธะทุกชนิดให้ครบถ้วนก่อนนำไปคูณค่า
- ข้อจำกัดของภาพจำลอง: แสดงหลักการคำนวณเบื้องต้น พลังงานพันธะเฉลี่ย () เป็นค่าประมาณสำหรับการทำปฏิกิริยาในสถานะแก๊ส
2. การประมาณเอนทัลปีปฏิกิริยาจากพลังงานพันธะ
- สมการคำนวณการเปลี่ยนแปลงเอนทัลปี ():
- : พลังงานพันธะ (Bond dissociation energy) รายงานเป็นค่าบวกเสมอ มีหน่วยเป็น ของพันธะ
- ขั้นตอนการคิดคำนวณ:
- ดุลสมการเคมีของปฏิกิริยาให้ถูกต้อง
- เขียนโครงสร้างลิวอิสของสารตั้งต้นและสารผลิตภัณฑ์เพื่อแจกแจงชนิดและจำนวนพันธะทั้งหมด
- รวมพลังงานที่ต้องใช้สลายพันธะทั้งหมดในสารตั้งต้น
- รวมพลังงานที่ปล่อยออกเมื่อเกิดพันธะทั้งหมดในสารผลิตภัณฑ์
- นำผลรวมสลายลบด้วยผลรวมสร้าง:
- หาก : ปฏิกิริยา คายความร้อนสุทธิ (Exothermic)
- หาก : ปฏิกิริยา ดูดความร้อนสุทธิ (Endothermic)
3. ขอบเขตและข้อจำกัดของการใช้พลังงานพันธะเฉลี่ย
- ธรรมชาติของค่าเฉลี่ย:
- ค่าพลังงานพันธะในตารางมักเป็นค่าเฉลี่ยของพันธะชนิดนั้น ๆ ที่วัดจากโมเลกุลหลายสภาพแวดล้อม จึงไม่ใช่ค่าที่แม่นยำจำเพาะของทุกโมเลกุล
- ขอบเขตสภาวะ:
- สูตรนี้ใช้ได้ดีกับสารใน สถานะแก๊ส เท่านั้น
- ไม่ครอบคลุมพลังงานโครงผลึกไอออนิก หรือเอนทัลปีการเปลี่ยนสถานะ (เช่น การกลายเป็นไอ การหลอมเหลว) โดยอัตโนมัติ
- หากโจทย์มีข้อมูลเอนทัลปีการเกิดมาตรฐาน () ที่เฉพาะเจาะจง ให้ใช้ค่า คำนวณตามกฎของเฮสส์เพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่า
ความรู้นี้ใช้กับโจทย์แบบไหน?
ประมาณ ΔH จากโครงสร้างสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์
สังเกตจากโจทย์: โจทย์ให้สมการดุลกับตาราง D ของพันธะแต่ละชนิด
เลือกวิธีคิด: นับพันธะที่ขาดในสารตั้งต้นและพันธะที่เกิดในผลิตภัณฑ์ แล้วคำนวณพลังงานเข้า−พลังงานออก
ตัดสินทิศทางความร้อน
สังเกตจากโจทย์: ถามว่าคายหรือดูดความร้อน หรือให้แผนภาพพลังงาน
เลือกวิธีคิด: ตรวจเครื่องหมายหลังคิดครบทั้งสองด้าน; ผลิตภัณฑ์ที่พันธะแข็งแรงกว่าโดยรวมมักทำให้เกิดพันธะแล้วคายพลังงานสุทธิมากกว่า
ตัวอย่างโจทย์พร้อมวิธีคิด
ตัวอย่าง 1 · ประมาณความร้อนของ H₂ + Cl₂ → 2HCl
ใช้ D(H–H)=436, D(Cl–Cl)=243 และ D(H–Cl)=432 kJ/mol ประมาณ ΔH ต่อสมการตามที่เขียน
- สมการดุลแล้ว: สารตั้งต้นมีพันธะ H–H หนึ่งพันธะและ Cl–Cl หนึ่งพันธะ; ผลิตภัณฑ์มี H–Cl สองพันธะ
- พลังงานที่ใช้สลาย = 436+243 = 679 kJ ต่อหนึ่งโมลปฏิกิริยาตามสมการ
- พลังงานที่คายเมื่อเกิดพันธะ = 2(432)=864 kJ; ใช้ผลต่างพลังงานเข้า−ออก
คำตอบ: ΔH ≈ 679−864 = −185 kJ·mol⁻¹ ของปฏิกิริยาตามสมการ จึงคายความร้อนโดยประมาณ
ตรวจเหตุผล: ค่าลบสอดคล้องกับการเกิด H–Cl สองพันธะที่คายพลังงานมากกว่าพลังงานที่ใช้สลายพันธะเดิม; ค่าเป็นประมาณจาก D เฉลี่ย
ตัวอย่าง 2 · วิเคราะห์การเกิดน้ำจากพันธะ
ใช้ D(H–H)=436, D(O=O)=498 และ D(O–H)=464 kJ/mol ประมาณ ΔH ของ 2H₂(g)+O₂(g)→2H₂O(g)
- สมการดุลแล้ว จึงสลาย H–H สองพันธะและ O=O หนึ่งพันธะ รวม 2(436)+498 = 1,370 kJ/mol ปฏิกิริยา
- ผลิตภัณฑ์ 2H₂O มีพันธะ O–H รวมสี่พันธะ จึงคายเมื่อเกิดพันธะ 4(464)=1,856 kJ/mol ปฏิกิริยา
- คำนวณเข้า−ออก: 1,370−1,856; สัญญาณลบหมายถึงคายความร้อน
คำตอบ: ΔH ≈ −486 kJ·mol⁻¹ ของปฏิกิริยาตามสมการ; เป็นค่าประมาณสำหรับน้ำสถานะแก๊ส
ตรวจเหตุผล: ตรวจนับ O–H สี่พันธะและระบุสถานะผลิตภัณฑ์ตามโจทย์; ค่าเอนทัลปีจริงอาจต่างเพราะใช้พลังงานพันธะเฉลี่ย