พลังงานจลน์และศักย์

วัตถุที่เคลื่อนที่มีพลังงานจลน์ ส่วนระบบวัตถุ–โลกหรือสปริงที่ถูกอัดมีพลังงานศักย์ แยกชนิดให้ถูกก่อนตั้งสมการ แล้วจะไม่เผลอใช้ความสูงแทนระยะสปริงหรือใช้ความเร็วผิดตัว

พื้นฐานที่ใช้: มวล อัตราเร็ว ความสูง และกฎของฮุก ใช้ kg, m, s และเปลี่ยนเซนติเมตรเป็นเมตรก่อนแทนค่า

เข้าใจเนื้อหาและเงื่อนไข

1. พลังงานจลน์ขึ้นกับอัตราเร็วยกกำลังสอง

  • พลังงานจลน์ (Kinetic Energy: KK) เป็นพลังงานเนื่องจากการเคลื่อนที่ของวัตถุ:
  • สูตรและหน่วยทางฟิสิกส์: K=12mv2K = \frac{1}{2}mv^2
    • mm: มวลของวัตถุ หน่วยกิโลกรัม (kg\mathrm{kg})
    • vv: อัตราเร็วของวัตถุ หน่วยเมตรต่อวินาที (m/s\mathrm{m/s})
    • KK: พลังงานจลน์ มีหน่วยเป็นจูล (1 J=1 kg⋅m2/s21\,\mathrm{J} = 1\,\mathrm{kg\cdot m^2/s^2})
  • สมบัติทางกายภาพ:
    • ปริมาณสเกลาร์: พลังงานจลน์เป็นปริมาณสเกลาร์ มีค่าเป็นบวกหรือศูนย์เสมอ (K≥0K \ge 0) ไม่ติดลบ และไม่มีทิศทาง
    • ความสัมพันธ์กับอัตราเร็วและมวล: หากอัตราเร็วเพิ่มขึ้นเป็น 22 เท่า พลังงานจลน์จะเพิ่มขึ้นเป็น 44 เท่า (222^2); หากมวลเพิ่มเป็น 22 เท่าโดยอัตราเร็วคงเดิม พลังงานจลน์จะเพิ่มเป็น 22 เท่า
    • เปรียบเทียบกับโมเมนตัม: วัตถุที่เคลื่อนที่ไปทางซ้ายหรือขวาด้วยอัตราเร็วเท่ากัน จะมีพลังงานจลน์เท่ากัน แต่วิเคราะห์โมเมนตัมแล้วมีทิศทางตรงกันข้าม

2. พลังงานศักย์โน้มถ่วงต้องอ้างอิงระดับศูนย์

  • พลังงานศักย์โน้มถ่วง (Gravitational Potential Energy: UgU_g) ใกล้ผิวโลก:
  • นิยามและสูตรคำนวณ: Ug=mgyU_g = mgy
    • mm: มวล (kg\mathrm{kg}), gg: ความเร่งโน้มถ่วง (m/s2\mathrm{m/s^2}), yy: ความสูงจากระดับอ้างอิง (m\mathrm{m})
    • ระดับอ้างอิง (Reference Datum, y=0y=0): ต้องระบุให้ชัดเจนเสมอ ค่า UgU_g เป็นบวกเมื่ออยู่เหนือระดับอ้างอิง และเป็นลบเมื่ออยู่ต่ำกว่าระดับอ้างอิง
  • ความต่างของพลังงานศักย์และงานของแรงโน้มถ่วง:
    • ความแตกต่างของพลังงานศักย์ ΔUg=mg(yf−yi)\Delta U_g = mg(y_f - y_i) ไม่ขึ้นกับการเลือกระดับอ้างอิง
    • งานที่ทำโดยแรงโน้มถ่วงสอดคล้องกับ: Wg=−ΔUg=mg(yi−yf)W_g = -\Delta U_g = mg(y_i - y_f) (เมื่อวัตถุตกลงมา yi>yfy_i > y_f แรงโน้มถ่วงทำงานเป็นบวก พลังงานศักย์โน้มถ่วงจะลดลง)

3. พลังงานศักย์ยืดหยุ่นขึ้นกับการยืดหรือหด

  • พลังงานศักย์ยืดหยุ่นในสปริงในอุดมคติ (Elastic Potential Energy: UsU_s):
  • กฎของฮุกและแรงสปริง:
    • กฎของฮุก: Fs=−kxF_s = -kx (ขนาดของแรงคือ kxkx) โดย kk คือค่านิจสปริง หน่วยนิวตันต่อเมตร (N/m\mathrm{N/m})
  • สูตรคำนวณพลังงานศักย์ยืดหยุ่น: Us=12kx2U_s = \frac{1}{2}kx^2
    • xx: ระยะยืดหรือหดของสปริงวัดจาก ตำแหน่งสมดุล (ความยาวธรรมชาติ)
    • สมบัติสำคัญ: เนื่องจากขึ้นกับระยะกระจัดยกกำลังสอง (x2x^2) ค่า UsU_s จึงมีค่าเป็นบวกหรือศูนย์เสมอ ไม่ว่าจะถูกดึงให้ยืดออก (x>0x > 0) หรือถูกกดให้หดเข้า (x<0x < 0)
    • ความสัมพันธ์กับระยะ: การยืดสปริงเพิ่มขึ้นเป็น 22 เท่า ต้องใช้งานและสะสมพลังงานศักย์เพิ่มขึ้นเป็น 44 เท่า
วัตถุบนยอดพื้นเอียงมีความยาว L ตามทางลาดและความสูง h แนวดิ่งจากเส้นระดับศูนย์ h=0 พร้อมป้ายว่าพลังงานศักย์ใช้ h
ระยะ L วัดตามทางลาด ส่วนความสูง h วัดแนวดิ่งจากระดับศูนย์ และพลังงานศักย์โน้มถ่วงใช้ h
  • จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
    • ภาพรวมและสาระสำคัญ: วัตถุอยู่บนยอดพื้นเอียง ระยะ LL วัดตามแนวทางลาด ส่วน hh วัดในแนวดิ่งจากระดับอ้างอิงศูนย์ พลังงานศักย์โน้มถ่วงใช้ความสูงแนวดิ่ง hh
    • ส่วนประกอบและสัญลักษณ์: ความสูงแนวดิ่ง hh, ระยะตามแนวลาด LL, ทางลาด, ระดับศูนย์: h=0h = 0
    • ข้อจำกัดและการนำไปใช้: ใน Ug=mghU_g = mgh ต้องใช้ความสูง hh ในแนวดิ่งเสมอ ส่วนระยะ LL ตามแนวพื้นเอียงใช้เมื่อคิดงานของแรงที่ขนานกับทางลาด (เช่น แรงเสียดทาน)

4. รวมพลังงานให้ตรงกับระบบ

  • การระบุพลังงานกลรวมของระบบ (Mechanical Energy: EE):
  • องค์ประกอบของพลังงานกล: E=K+U=K+Ug+UsE = K + U = K + U_g + U_s
    • ต้องพิจารณาเฉพาะชนิดของพลังงานศักย์ที่เกี่ยวข้องจริงในระบบ เช่น วัตถุเคลื่อนที่บนพื้นราบติดสปริงจะมี K+UsK + U_s แต่หากเป็นวัตถุตกลงมากระแทกสปริงแนวดิ่งจะต้องรวมทั้ง K+Ug+UsK + U_g + U_s
  • ธรรมชาติของระบบ:
    • พลังงานจลน์ขึ้นกับความเร็วของวัตถุ ส่วนพลังงานศักย์เป็นพลังงานร่วมของปฏิสัมพันธ์ในระบบ (วัตถุ-โลก สำหรับ UgU_g, วัตถุ-สปริง สำหรับ UsU_s)
    • การมีพลังงานทั้งสามรูปแบบไม่ได้แปลว่าพลังงานกลต้องคงที่เสมอ ต้องตรวจสอบว่ามีแรงภายนอกหรือแรงเสียดทานเข้ามาทำงานหรือไม่

ความรู้นี้ใช้กับโจทย์แบบไหน?

เทียบพลังงานจากอัตราเร็วหรือมวล

สังเกตจากโจทย์: ถามกี่เท่า หรือให้ความเร็วต้น–ปลาย

เลือกวิธีคิด: ใช้ความสัมพันธ์กำลังสอง แยกพลังงานปลายจากพลังงานที่เพิ่ม

พลังงานศักย์บนพื้นเอียงหรือเปลี่ยนศูนย์

สังเกตจากโจทย์: ให้ระยะลาด มุม หรือระดับอ้างอิงใหม่

เลือกวิธีคิด: หาความสูงแนวดิ่งและใช้ระดับศูนย์เดียวกัน

สปริงเริ่มยืด/อัดอยู่แล้ว

สังเกตจากโจทย์: มีระยะต้นและปลาย หรือให้ระยะเป็น cm

เลือกวิธีคิด: เปลี่ยนเป็นเมตร วัดจากธรรมชาติ และลบกำลังสองต้นจากปลาย

ตัวอย่างโจทย์พร้อมวิธีคิด

ตัวอย่าง 1 · เร็วขึ้นสองเท่า: แยกพลังงานปลายกับส่วนเพิ่ม

วัตถุ 2 kg เพิ่มอัตราเร็วจาก 3 เป็น 6 m/s หาพลังงานจลน์ต้น ปลาย และที่เพิ่มขึ้น

  1. โจทย์ถามสามค่า จึงแยก KiK_i, KfK_f และ ΔK\Delta K ไม่ใช้ความต่างอัตราเร็วเป็น vv ในสูตร
  2. Ki=12(2)(32)=9K_i=\tfrac12(2)(3^2)=9 J และ Kf=12(2)(62)=36K_f=\tfrac12(2)(6^2)=36 J
  3. ΔK=36−9=27\Delta K=36-9=27 J พลังงานปลายเป็น 4 เท่าของต้น แต่พลังงานที่เพิ่มเป็น 3 เท่าของพลังงานต้น

คำตอบ: ต้น 9 J · ปลาย 36 J · เพิ่ม 27 J

ตรวจเหตุผล: ตรวจสัดส่วนด้วย 62/32=46^2/3^2=4 และตรวจว่าต้นบวกส่วนเพิ่มเท่ากับปลาย

ตัวอย่าง 2 · สปริงเริ่มยืดอยู่แล้ว

สปริงอุดมคติ k=200k=200 N/m เริ่มยืด 10 cm แล้วยืดต่อเป็น 20 cm จากความยาวธรรมชาติ พลังงานศักย์เพิ่มเท่าไร?

  1. เปลี่ยนเป็น xi=0.10x_i=0.10 m และ xf=0.20x_f=0.20 m สปริงไม่เริ่มจากศูนย์ จึงต้องลบพลังงานเดิม
  2. Ui=12(200)(0.10)2=1U_i=\tfrac12(200)(0.10)^2=1 J และ Uf=12(200)(0.20)2=4U_f=\tfrac12(200)(0.20)^2=4 J
  3. ΔUs=4−1=3\Delta U_s=4-1=3 J ไม่ใช้ 12k(0.20−0.10)2\tfrac12k(0.20-0.10)^2 เพราะพลังงานขึ้นกับระยะจากธรรมชาติยกกำลังสอง ไม่ใช่ระยะที่ยืดเพิ่มยกกำลังสอง

คำตอบ: พลังงานเพิ่ม 3 J

ตรวจเหตุผล: กราฟแรงที่ใช้ยืดจาก 20 ถึง 40 N ตลอด 0.10 m มีพื้นที่ (20+40)/2×0.10=3(20+40)/2\times0.10=3 J ตรงกัน