อนุรักษ์พลังงาน

เมื่อไม่มีงานจากแรงอื่นมาเปลี่ยนพลังงานกล เราติดตามการเปลี่ยนระหว่างพลังงานจลน์ ความสูง และสปริงได้ด้วยพลังงานรวมต้นเท่ากับปลาย

พื้นฐานที่ใช้: แยก KK, UgU_g, UsU_s และอ่านงานของแรง ต้องตรวจเงื่อนไขก่อนใช้พลังงานต้นเท่ากับปลาย

เข้าใจเนื้อหาและเงื่อนไข

1. พลังงานรวมอนุรักษ์ กับพลังงานกลอนุรักษ์ ต่างกัน

  • ความแตกต่างระหว่างกฎการอนุรักษ์พลังงานสองระดับ:
  • กฎการอนุรักษ์พลังงานรวม (Total Energy Conservation):
    • พลังงานรวมของระบบโดดเดี่ยวมีค่าคงตัวเสมอ ไม่มีการสูญหายหรือเกิดขึ้นใหม่
  • กฎการอนุรักษ์พลังงานกล (Mechanical Energy Conservation):
    • พลังงานกลรวม E=K+UE = K + U ไม่จำเป็นต้องคงตัวเสมอไป
    • เช่น เมื่อวัตถุไถลบนพื้นผิวขรุขระ พลังงานกลบางส่วนจะเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานความร้อนหรือพลังงานภายในของวัตถุและพื้น ทำให้พลังงานกลรวมลดลง
  • เงื่อนไขการอนุรักษ์พลังงานกล:
    • พลังงานกลจะคงตัว (Ei=EfE_i = E_f) เฉพาะเมื่อ ไม่มีงานจากแรงภายนอกอื่นหรือแรงไม่อนุรักษ์ มากวนระบบ: Ki+Ui=Kf+UfK_i + U_i = K_f + U_f

2. เลือกระดับอ้างอิงและจุดเปรียบเทียบ

  • การนำสมการไปประยุกต์ใช้ในการเคลื่อนที่แนวดิ่ง:
  • การกำหนดระดับอ้างอิง:
    • กำหนดระดับอ้างอิง (y=0y=0) ณ จุดที่สะดวก เช่น จุดต่ำสุดของการเคลื่อนที่ เพื่อให้พลังงานศักย์ ณ จุดนั้นเป็นศูนย์
    • งานของแรงอนุรักษ์ (เช่น แรงโน้มถ่วง) เป็นอิสระจากเส้นทางการเคลื่อนที่ ขึ้นอยู่กับระดับความสูงเริ่มต้นและสุดท้ายเท่านั้น
  • กรณีปล่อยตกอิสระจากความสูง hh:
    • พลังงานศักย์เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานจลน์ทั้งหมด: mgh=12mv2  ⟹  v=2ghmgh = \frac{1}{2}mv^2 \implies v = \sqrt{2gh}
    • ข้อจำกัด: อัตราเร็ว v=2ghv = \sqrt{2gh} ใช้ได้เฉพาะเมื่อปล่อยจากหยุดนิ่ง (u=0u=0) และไม่มีแรงต้านอากาศหรือแรงเสียดทานตลอดเส้นทาง
ทางลาดแสดงวัตถุเริ่มสูง h ด้วย Kᵢ=0 และ Uᵢ=mgh แล้วไถลลงสู่ระดับอ้างอิงที่ U_f=0 และ K_f=mgh โดย h วัดแนวดิ่ง.
วัตถุไถลจากหยุดนิ่งลงทางเรียบ: U=mgh ที่ต้นเปลี่ยนเป็น K=mgh ที่ระดับอ้างอิงเมื่อไม่มีแรงต้าน.
  • จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
    • ภาพรวมและสาระสำคัญ: วัตถุไถลลงทางเรียบจากจุดหยุดนิ่ง ต้นทางสูง hh มีพลังงานศักย์ mghmgh ปลายทางที่ระดับศูนย์ (y=0y=0) มีพลังงานจลน์เท่ากันเมื่อไม่มีการสูญเสีย
    • ส่วนประกอบและสัญลักษณ์: จุดต้น (Ki=0,Ui=mghK_i = 0, U_i = mgh), ความสูงแนวดิ่ง hh, จุดปลาย (Uf=0,Kf=mghU_f = 0, K_f = mgh), ทางลาดเรียบไม่มีแรงต้าน
    • ข้อจำกัดและการนำไปใช้: ปล่อยจากหยุดนิ่งบนทางลาดเรียบ ความสูงที่ลดลงทำให้ UU ลดและ KK เพิ่มขึ้นเท่ากัน โดยเลือกระดับศูนย์ที่จุดปลายทางและไม่คิดการหมุน

3. ระบบติดสปริงและวัตถุหลายส่วน

  • การอนุรักษ์พลังงานในระบบที่มีสปริง:
  • สปริงในแนวราบ:
    • เมื่อมวล mm วิ่งเข้าชนสปริงบนพื้นราบลื่น พลังงานจลน์จะเปลี่ยนเป็นพลังงานศักย์ยืดหยุ่นสูงสุด: 12mv2=12kxmax2  ⟹  xmax=vmk\frac{1}{2}mv^2 = \frac{1}{2}kx_{\text{max}}^2 \implies x_{\text{max}} = v\sqrt{\frac{m}{k}}
  • สปริงในแนวดิ่ง:
    • วัตถุที่ตกลงมาชนสปริงแนวดิ่ง ในช่วงที่สปริงถูกกดลงไป วัตถุยังคงลดระดับความสูงลงอย่างต่อเนื่อง จึงต้องคิดการลดลงของพลังงานศักย์โน้มถ่วงควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของพลังงานศักย์ยืดหยุ่นในสมการพลังงานรวม

4. เงื่อนไขการหลุดจากรางและการวนรอบ

  • การวิเคราะห์กรณีรางโค้งและวงกลมแนวดิ่ง:
  • แรงแนวฉากกับความต่อเนื่องของการสัมผัส:
    • การอนุรักษ์พลังงานช่วยคำนวณอัตราเร็ว ณ ตำแหน่งต่าง ๆ ได้ แต่ไม่สามารถรับประกันว่าวัตถุจะยังคงเกาะติดรางอยู่ตลอดเส้นทางหรือไม่
    • ต้องตรวจสอบเงื่อนไขแรงแนวฉากที่รางกระทำต่อวัตถุเสมอว่า N≥0N \ge 0
  • จุดสูงสุดของการเคลื่อนที่เป็นวงกลมแนวดิ่ง (Loop-the-loop):
    • ที่จุดสูงสุด วัตถุจะผ่านไปได้โดยไม่หลุดจากรางเมื่อแรงแนวฉาก N≥0N \ge 0
    • ที่สภาวะวิกฤต (N=0N = 0) แรงโน้มถ่วงทำหน้าที่เป็นแรงสู่ศูนย์กลางพอดี: mg=mvcrit2R  ⟹  vcrit=gRmg = \frac{mv_{\text{crit}}^2}{R} \implies v_{\text{crit}} = \sqrt{gR}

ความรู้นี้ใช้กับโจทย์แบบไหน?

อัตราเร็วจากความสูง

สังเกตจากโจทย์: ปล่อยตก ไถลลงรางเรียบ หรือแกว่งโดยไม่มีแรงต้าน

เลือกวิธีคิด: ตรวจเงื่อนไข แล้วใช้ความสูงแนวดิ่ง ไม่ใช้ความยาวเส้นทาง

สปริงส่งวัตถุหรือหาระยะอัดมากสุด

สังเกตจากโจทย์: สปริงอุดมคติ เริ่มนิ่ง หรืออัดสุด

เลือกวิธีคิด: เปรียบเทียบสองจุดที่รู้ค่าอัตราเร็วหรือระยะสปริง

หาระดับสูงสุดหรือจุดกลับตัว

สังเกตจากโจทย์: ขึ้นได้สูงเท่าไร หรืออัดได้ลึกเท่าไร

เลือกวิธีคิด: ตรวจว่าความเร็วทุกองค์ประกอบศูนย์จริงหรือไม่ ใส่ทุกพลังงานที่เปลี่ยน

ตัวอย่างโจทย์พร้อมวิธีคิด

ตัวอย่าง 1 · ลงทางลาด: ความสูงสำคัญกว่าความยาว

วัตถุไถลจากสูง 5 m ไปจุดสูง 1.8 m โดยอัตราเร็วต้น 2 m/s รางเรียบอยู่นิ่ง ไม่มีแรงต้านอากาศ กำหนด g=10g=10 m/s² หาอัตราเร็วปลาย

  1. แรงปฏิกิริยารางไม่ทำงาน โน้มถ่วงเป็นแรงอนุรักษ์ จึงใช้พลังงานกลคงตัว ไม่ต้องรู้ความยาวรางหรือมวล
  2. 12mvi2+mghi=12mvf2+mghf\tfrac12mv_i^2+mgh_i=\tfrac12mv_f^2+mgh_f หารมวลแล้วจัดรูป vf2=vi2+2g(hi−hf)v_f^2=v_i^2+2g(h_i-h_f)
  3. vf2=22+2(10)(5−1.8)=68vf=68≈8.25 m/s\begin{aligned}v_f^2&=2^2+2(10)(5-1.8)\\&=68\\v_f&=\sqrt{68}\approx8.25\,\mathrm{m/s}\end{aligned}

คำตอบ: อัตราเร็วปลายประมาณ 8.25 m/s

ตรวจเหตุผล: ลงต่ำ 3.2 m อัตราเร็วควรเพิ่ม หากใช้ความสูง 5 m แทนความต่าง จะคิดพลังงานลดมากเกินไป

ตัวอย่าง 2 · สปริงแนวดิ่ง: ช่วงอัดยังลดความสูง

วัตถุ 1 kg ปล่อยนิ่งจากสูง 0.30 m เหนือปลายสปริงแนวดิ่งที่ยังไม่อัด สปริง k=200k=200 N/m ตั้งบนพื้น ไม่มีแรงต้าน กำหนด g=10g=10 m/s² หาระยะอัดสูงสุด

  1. ให้ xx เป็นระยะอัดจากธรรมชาติ วัตถุตกทั้งหมด 0.30+x0.30+x m ก่อนหยุดชั่วขณะ ต้องนับความสูงที่ลดขณะอัดด้วย
  2. ต้นและปลายมีพลังงานจลน์ศูนย์ เลือกศูนย์โน้มถ่วงที่ตำแหน่งปลาย จึง mg(0.30+x)=12kx2mg(0.30+x)=\tfrac12kx^2
  3. 10(0.30+x)=100x2100x2−10x−3=0\begin{aligned}10(0.30+x)&=100x^2\\100x^2-10x-3&=0\end{aligned}

x=(10+1300)/200≈0.230x=(10+\sqrt{1300})/200\approx0.230 m อีกคำตอบเป็นลบ ไม่ใช่ระยะอัดของสถานการณ์นี้

คำตอบ: อัดสูงสุดประมาณ 0.230 m หรือ 23.0 cm

ตรวจเหตุผล: โน้มถ่วงลดประมาณ 5.30 J และสปริงเก็บประมาณ 5.30 J หากใช้แค่ความสูงก่อนชนสปริงจะได้ระยะน้อยเกินไป