งานและกำลัง

ออกแรงมากไม่ได้แปลว่าทำงานมากเสมอไป ต้องดูด้วยว่าแรงนั้นทำให้วัตถุเคลื่อนที่ไปในทิศใด ส่วนกำลังบอกว่างานเดียวกันถูกทำได้เร็วแค่ไหน

พื้นฐานที่ใช้: การกระจัด การแยกแรง และพื้นที่สามเหลี่ยม/สี่เหลี่ยม มุมในสูตรงานเป็นมุมระหว่างแรงกับการกระจัด

เข้าใจเนื้อหาและเงื่อนไข

1. งานดูทั้งแรงและการกระจัด

  • งานเชิงกลคือการถ่ายโอนพลังงานผ่านแรงที่กระทำขณะวัตถุเกิดการกระจัด:
  • นิยามและสูตรสำหรับแรงคงตัว:
    • สมการ: สำหรับวัตถุที่มองเป็นอนุภาคและมีแรงคงตัวกระทำ

      W=F⃗⋅Δr⃗=Fscos⁡θW = \vec F\cdot\Delta\vec r = Fs\cos\theta

    • ความหมายตัวแปร: FF คือขนาดของแรงหน่วยนิวตัน (N\mathrm{N}), ss คือขนาดการกระจัดหน่วยเมตร (m\mathrm{m}), θ\theta คือมุมระหว่างเวกเตอร์แรงกับการกระจัด

    • หน่วยและชนิดปริมาณ: งาน WW เป็นปริมาณสเกลาร์ มีหน่วยจูล (J\mathrm{J}) โดย 1 J=1 N⋅m1\,\mathrm{J} = 1\,\mathrm{N\cdot m}

  • การแยกองค์ประกอบแรงตามแนวการเคลื่อนที่:
    • แรงที่ทำงาน: Fcos⁡θF\cos\theta คือองค์ประกอบของแรงในแนวการกระจัด ซึ่งเป็นส่วนที่ทำงานโดยตรง
    • แรงที่ตั้งฉาก: Fsin⁡θF\sin\theta ตั้งฉากกับการกระจัด จึงไม่ทำงานกับการกระจัดแนวนอนนี้ แต่ยังส่งผลต่อแรงปฏิกิริยาตั้งฉากและแรงเสียดทานได้
    • ข้อควรระวัง: ถ้าแรงหรือทิศทางการเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงตามแนวเส้นทาง อย่าใช้ขนาดแรงเพียงจุดเดียวคูณความยาวเส้นทางทั้งหมด
กล่องถูกดึงด้วย F เฉียงขึ้นและเคลื่อนที่ไปทางขวา s; θ อยู่ระหว่าง F กับ s, F cos θ ชี้ขวา และ F sin θ ชี้ขึ้น
θ วัดระหว่างแรง F กับการกระจัด s; องค์ประกอบ F cos θ ขนานกับการเคลื่อนที่ ส่วน F sin θ ตั้งฉาก
  • จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
    • มุม θ\theta: ลูกศรแรง FF เอียงทำมุม θ\theta เทียบกับแนวการกระจัด ss ไม่จำเป็นต้องเป็นมุมกับแนวระดับหรือพื้นเสมอไป
    • การแตกแรง: องค์ประกอบแนวขนานคือ Fcos⁡θF\cos\theta (คิดงาน) ส่วนองค์ประกอบแนวตั้งฉากคือ Fsin⁡θF\sin\theta (ไม่เกิดงานในช่วงนี้)

2. บวก ลบ และศูนย์ บอกทิศการถ่ายโอน

  • เครื่องหมายของงานบ่งบอกทิศทางการถ่ายโอนพลังงานระหว่างแรงกับวัตถุ:
  • เกณฑ์เครื่องหมายของงานตามมุม θ\theta:
    • งานบวก (W>0W > 0): แรงมีทิศเดียวกับการกระจัด (θ<90∘\theta < 90^\circ หรือ θ=0∘\theta = 0^\circ) บ่งชี้ว่ามีการถ่ายโอนพลังงานเข้าสู่วัตถุ
    • งานลบ (W<0W < 0): แรงมีทิศสวนทางกับการกระจัด (θ>90∘\theta > 90^\circ หรือ θ=180∘\theta = 180^\circ) บ่งชี้ว่ามีการถ่ายโอนพลังงานออกจากวัตถุ
    • งานศูนย์ (W=0W = 0): แรงตั้งฉากกับการกระจัด (θ=90∘\theta = 90^\circ) หรือเมื่อไม่มีการกระจัด (s=0s = 0) เช่น ถือกระเป๋าอยู่นิ่ง ๆ การกระจัดเป็นศูนย์ งานเชิงกลของแรงมือต่อกระเป๋าจึงเป็นศูนย์ แม้กล้ามเนื้อจะใช้พลังงานอยู่ก็ตาม
  • งานของแต่ละแรงและงานสุทธิ:
    • การคิดแยกทีละแรง: เช่น ลากกล่องไปทางขวาบนพื้นราบ แรงดึงทำงานบวก แรงเสียดทานจลน์ทำงานลบ ส่วนน้ำหนักและแรงปฏิกิริยาตั้งฉากทำงานศูนย์เพราะตั้งฉากกับการเคลื่อนที่
    • งานสุทธิ (WnetW_{\mathrm{net}}): คืองานรวมแบบคิดเครื่องหมาย Wnet=∑WiW_{\mathrm{net}} = \sum W_i ไม่ใช่ผลรวมของขนาดงานทั้งหมด
    • ข้อควรระวัง: อย่าเหมาว่าแรงปฏิกิริยาหรือแรงตึงเชือกต้องทำงานศูนย์เสมอ ต้องตรวจทิศทางแรงเทียบกับการกระจัดจริง และอย่าด่วนสรุปจากการกระจัดสุทธิศูนย์ว่างานของแรงที่เปลี่ยนตามเส้นทางต้องเป็นศูนย์
สามกรณีที่ s ชี้ขวาเหมือนกัน: F ขวาเมื่อ θ=0° ให้บวก, F ขึ้นเมื่อ θ=90° ให้ศูนย์, และ F ซ้ายเมื่อ θ=180° ให้ลบ
เมื่อ s ชี้ขวา แรงตามทางให้ผลงานบวก แรงตั้งฉากให้ศูนย์ และแรงสวนทางให้ผลงานลบ
  • จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
    • กรณี θ=0∘\theta = 0^\circ: แรงไปทางขวาตามการกระจัด ได้งานเป็นบวก
    • กรณี θ=90∘\theta = 90^\circ: แรงชี้ขึ้นตั้งฉากกับการกระจัด ได้งานเป็นศูนย์
    • กรณี θ=180∘\theta = 180^\circ: แรงไปทางซ้ายสวนทางการกระจัด ได้งานเป็นลบ

3. แรงไม่คงตัว: อ่านพื้นที่กราฟ

  • เมื่อแรงเปลี่ยนแปลงขนาดหรือทิศทางตามตำแหน่ง ต้องคำนวณงานผ่านการรวมช่วงย่อย:
  • หลักการคำนวณงานจากแรงไม่คงตัว:
    • การอินทิเกรต: แบ่งเส้นทางเป็นช่วงย่อยแล้วรวมงาน W=∫F⃗⋅dr⃗W = \int\vec F\cdot d\vec r
    • การอ่านพื้นที่ใต้กราฟ: ในข้อสอบระดับนี้ มักกำหนดกราฟความสัมพันธ์ระหว่างแรงในแนวการเคลื่อนที่ (FxF_x) กับตำแหน่ง (xx) เพื่อให้คำนวณงานจากพื้นที่ใต้กราฟโดยตรง
  • กฎเครื่องหมายและทิศทางการเคลื่อนที่:
    • เครื่องหมายตามแกน: พื้นที่เหนือแกน xx เป็นงานบวก พื้นที่ใต้แกน xx เป็นงานลบ (เมื่อเคลื่อนที่จากซ้ายไปขวา)
    • ทิศทางการเคลื่อนที่: ถ้าวัตถุเคลื่อนที่ย้อนกลับจากตำแหน่งปลายกลับสู่ตำแหน่งเริ่มต้น ต้องกลับเครื่องหมายของงานตามทิศทางการอินทิเกรต
    • ตัวอย่างการคำนวณ: แรงเพิ่มขึ้นเชิงเส้นจาก 00 ถึง 20 N20\,\mathrm{N} ในช่วงตำแหน่ง x=0x = 0 ถึง 4 m4\,\mathrm{m} งานที่ได้คือพื้นที่สามเหลี่ยม 12×4 m×20 N=40 J\frac{1}{2} \times 4\,\mathrm{m} \times 20\,\mathrm{N} = 40\,\mathrm{J}
    • ข้อควรระวัง: กราฟแรง–เวลา (F−tF-t) ให้การดล ไม่ใช่งาน ต้องอ่านชนิดของแกนกราฟให้ถูกต้องทุกครั้ง
กราฟ Fₓ (N) ตาม x (m) เป็นเส้นตรงจาก (0,0) ถึง (4 m,20 N) และแรเงาสามเหลี่ยมใต้เส้นพร้อมป้ายงาน 40 J
กราฟ Fₓ เพิ่มจาก 0 ถึง 20 N เมื่อ x เพิ่มถึง 4 m; พื้นที่สามเหลี่ยมใต้เส้นแทนงาน 40 J
  • จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
    • ลักษณะกราฟ: กราฟ FxF_x กับ xx เป็นเส้นตรงจาก (0,0)(0, 0) ถึง (4 m,20 N)(4\,\mathrm{m}, 20\,\mathrm{N})
    • การคำนวณงาน: พื้นที่สามเหลี่ยมที่แรเงาใต้เส้นกราฟให้ค่างานเชิงกลเท่ากับ 40 J40\,\mathrm{J}

4. กำลัง: งานต่อเวลา ไม่ใช่แรง

  • กำลังคืออัตราการถ่ายโอนพลังงานหรืออัตราการทำงาน:
  • กำลังเฉลี่ย (PavgP_{\mathrm{avg}}):
    • สมการ: กำลังเฉลี่ยตลอดช่วงเวลา Δt\Delta t คือ

      Pavg=WΔtP_{\mathrm{avg}} = \frac{W}{\Delta t}

    • หน่วยและสัญลักษณ์: มีหน่วยเป็นวัตต์ (W\mathrm{W}) ซึ่งเท่ากับจูลต่อวินาที (J/s\mathrm{J/s}); ต้องแยกความต่างระหว่างตัวแปรงาน WW กับหน่วยวัตต์ W\mathrm{W} ตามบริบท

    • ความสัมพันธ์กับพลังงาน: การจ่ายกำลัง 100 W100\,\mathrm{W} ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 s5\,\mathrm{s} จะถ่ายโอนพลังงานเท่ากับ 500 J500\,\mathrm{J} ไม่ใช่ 100 J100\,\mathrm{J}

  • กำลังขณะหนึ่งและการประยุกต์:
    • กำลังขณะหนึ่ง (PP): คำนวณจาก P=F⃗⋅v⃗=Fvcos⁡θP = \vec F\cdot\vec v = Fv\cos\theta โดยใช้ความเร็ว ณ ขณะนั้น ไม่อนุโลมให้นำความเร็วปลายไปแทนค่าในกำลังเฉลี่ยโดยตรง
    • กรณีการยกด้วยอัตราเร็วคงตัว: เมื่อไม่มีแรงอื่นต้าน แรงยกจะมีขนาดเท่ากับน้ำหนัก mgmg ทำให้คำนวณกำลังได้จาก P=mgvP = mgv (หากมอเตอร์มีความเร่งหรือมีความสูญเสีย ต้องคำนวณแรงสุทธิและประสิทธิภาพเพิ่มเติม)
    • ความเข้าใจคลาดเคลื่อน: เครื่องจักรที่ทำงานเท่ากันในเวลาที่น้อยกว่าย่อมมีกำลังเฉลี่ยมากกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าต้องใช้แรงมากกว่าเสมอไป
    • เครื่องหมายของกำลัง: แรงต้านหรือแรงเบรกที่ทำงานลบจะมีกำลังเชิงกลเป็นลบ แต่หากโจทย์ถามขนาดของกำลังที่สลายพลังงาน มักระบุเป็นค่าบวก

ความรู้นี้ใช้กับโจทย์แบบไหน?

หาแรงที่ทำงานหรือเครื่องหมายงาน

สังเกตจากโจทย์: มีมุมเอียง แรงหลายแรง หรือถามว่าแรงใดทำงานศูนย์

เลือกวิธีคิด: วาดแรงกับการกระจัด เลือกแรงองค์ประกอบตามการเคลื่อนที่

อ่านกราฟแรง–ตำแหน่ง

สังเกตจากโจทย์: แรงไม่คงตัว ให้พื้นที่เหนือ/ใต้แกน

เลือกวิธีคิด: คิดพื้นที่แบบมีเครื่องหมาย แยกจากกราฟแรง–เวลา

หากำลังมอเตอร์หรือเปรียบเทียบเวลา

สังเกตจากโจทย์: ให้งานกับเวลา หรือแรงกับอัตราเร็ว

เลือกวิธีคิด: แยกกำลังเฉลี่ยจากขณะหนึ่ง และกำลังขาเข้าจากขาออก

ตัวอย่างโจทย์พร้อมวิธีคิด

ตัวอย่าง 1 · ลากเอียง: งานแรงดึงไม่ใช่งานสุทธิ

ดึงกล่องไปตามพื้นแนวนอน 5 m ด้วยแรงคงตัว 40 N เอียง 60° กับแนวนอน มีแรงเสียดทานจลน์คงตัว 6 N หางานของแรงดึง งานสุทธิ และกำลังเฉลี่ยของแรงดึงเมื่อใช้เวลา 10 s

  1. การกระจัดเป็นแนวนอน จึงใช้แรงส่วน 40cos⁡60∘=2040\cos60^\circ=20 N น้ำหนักกับแรงปฏิกิริยาพื้นทำงานศูนย์ เพราะตั้งฉากกับการกระจัด
  2. Wpull=40(5)cos⁡60∘=100 JW_{\mathrm{pull}}=40(5)\cos60^\circ=100\,\mathrm J

เสียดทานสวนทาง จึง Wf=−6(5)=−30W_f=-6(5)=-30 J 3. Wnet=100−30=70W_{\mathrm{net}}=100-30=70 J กำลังเฉลี่ยของแรงดึงใช้เฉพาะงานแรงดึง: Ppull,avg=100/10=10P_{\mathrm{pull,avg}}=100/10=10 W ถ้าถามกำลังสุทธิเฉลี่ยจึงเป็น 7 W

คำตอบ: แรงดึงทำงาน 100 J · งานสุทธิ 70 J · กำลังเฉลี่ยแรงดึง 10 W

ตรวจเหตุผล: งานสุทธิน้อยกว่างานแรงดึงเพราะมีเสียดทาน หากใช้ 200 J จะเป็นการลืมมุม

ตัวอย่าง 2 · ยกเร็วขึ้น: งานเท่าเดิม กำลังเปลี่ยน

ยกวัตถุ 20 kg สูง 3 m ด้วยอัตราเร็วคงตัว ไม่มีแรงต้านอื่น กำหนด g=10g=10 m/s² ครั้งแรกใช้ 6 s ครั้งที่สองใช้ 3 s เปรียบเทียบงานแรงยกและกำลังเฉลี่ย

  1. อัตราเร็วคงตัวให้แรงลัพธ์ศูนย์ แรงยกจึงเท่ากับน้ำหนัก 200 N แต่ไม่ได้ทำให้งานของแรงยกศูนย์
  2. Wlift=mgh=20(10)(3)=600W_{\mathrm{lift}}=mgh=20(10)(3)=600 J ทั้งสองครั้ง ภายใต้เงื่อนไขนี้งานขึ้นกับความสูง ไม่ขึ้นกับเวลา
  3. P1=600/6=100P_1=600/6=100 W และ P2=600/3=200P_2=600/3=200 W งานน้ำหนักเป็น −600 J ทำให้งานสุทธิศูนย์และอัตราเร็วไม่เปลี่ยน

คำตอบ: งานแรงยก 600 J เท่ากัน · กำลังเฉลี่ย 100 W และ 200 W

ตรวจเหตุผล: ครั้งที่สองทำงานเท่าเดิมในเวลาครึ่งหนึ่ง จึงใช้กำลังสองเท่า