ตารางธาตุและแนวโน้ม
- ใช้ตำแหน่งในตารางเป็นแผนที่ของการจัดเรียงอิเล็กตรอนและสมบัติที่เปลี่ยนเป็นแบบแผน ก่อนเปรียบเทียบให้ถามว่าโจทย์อยู่คาบเดียวกัน หมู่เดียวกัน หรือเป็นอนุภาคที่มีอิเล็กตรอนเท่ากัน
- พื้นฐานที่ใช้: เลขอะตอมเพิ่มจากซ้ายไปขวาและจากบนลงล่าง; เวเลนซ์อิเล็กตรอนมีบทบาทต่อสมบัติทางเคมีของธาตุ
เข้าใจเนื้อหาและเงื่อนไข
1. ทิศทางแนวโน้มทั่วไปในตารางธาตุ
- การจัดธาตุตามตารางธาตุสะท้อนการเพิ่มขึ้นของเลขอะตอมและการจัดเรียงอิเล็กตรอน ซึ่งส่งผลต่อแนวโน้มสมบัติต่าง ๆ:
- แนวโน้มขนาดอะตอม (Atomic Radius):
- ลดลงจากซ้ายไปขวาข้ามคาบ ()
- เพิ่มขึ้นจากบนลงล่างตามหมู่ ()
- แนวโน้มพลังงานไอออไนเซชัน (IE) และอิเล็กโทรเนกาติวิตี (EN):
- มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากซ้ายไปขวาข้ามคาบ และลดลงจากบนลงล่างตามหมู่

- จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
- ภาพรวม: แผนผังตำแหน่งธาตุและทิศทางแนวโน้มทั่วไปของสมบัติต่าง ๆ ในตารางธาตุ
- ส่วนประกอบและสัญลักษณ์:
- รัศมีอะตอม: ลดลงเมื่อไปทางขวา () และเพิ่มขึ้นเมื่อลงล่าง ()
- IE และ EN: มักเพิ่มขึ้นเมื่อไปทางขวาและขึ้นบน
- ข้อควรระวังกำกับ: มีข้อยกเว้นตามโครงสร้างระดับย่อย ต้องอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์และนิยามประกอบ
- ข้อจำกัดของภาพจำลอง: แสดงทิศทางภาพรวมเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้แสดงค่าตัวเลขจริงและไม่สะท้อนข้อยกเว้นย่อยทั้งหมด
2. ปัจจัยควบคุมรัศมีอะตอมและระยะพันธะ
- การเคลื่อนที่ข้ามคาบ (ซ้ายไปขวา):
- จำนวนโปรตอนในนิวเคลียสเพิ่มขึ้น แต่อิเล็กตรอนที่เพิ่มเข้าไปอยู่ในชั้นระดับพลังงานหลักเดียวกัน
- แรงบังของอิเล็กตรอนชั้นใน (Shielding effect) เปลี่ยนแปลงน้อย ทำให้ ประจุนิวเคลียร์ยังผล () สูงขึ้น จึงดึงดูดกลุ่มหมอกอิเล็กตรอนให้เข้ามาใกล้ชิดนิวเคลียสมากขึ้น รัศมีอะตอมจึงเล็กลง
- การเลื่อนลงหมู่ (บนลงล่าง):
- มีจำนวนชั้นระดับพลังงานหลัก () เพิ่มขึ้นและเกิดการบังจากชั้นในมากขึ้น รัศมีอะตอมจึงมีขนาดใหญ่ขึ้น
- ระยะพันธะโควาเลนต์:
- โดยประมาณเท่ากับผลรวมของรัศมีโควาเลนต์ของอะตอมคู่ร่วมพันธะ (สำหรับอันดับพันธะเดียวกัน) เช่น พันธะ ยาวกว่า เนื่องจากอะตอมซัลเฟอร์มีขนาดใหญ่กว่าออกซิเจน
3. พลังงานไอออไนเซชันและรัศมีของไอออน
- พลังงานไอออไนเซชันลำดับที่หนึ่ง ():
- พลังงานขั้นต่ำที่ใช้ดึงอิเล็กตรอน 1 ตัวออกจากอะตอมในสถานะพื้นและสถานะแก๊ส:
- มีค่าเป็นบวกเสมอ (กระบวนการดูดพลังงาน) แนวโน้มทั่วไปเพิ่มขึ้นตามคาบและลดลงตามหมู่ โดยมีข้อยกเว้นจากการจัดเรียงระดับย่อยที่เสถียร (เช่น ระดับ เต็ม หรือ ครึ่ง)
- รัศมีไอออน (Ionic Radius):
- ไอออนบวก (Cation): เล็กกว่าอะตอมเดิม เพราะเสียอิเล็กตรอน แรงผลักระหว่างอิเล็กตรอนลดลง และบางกรณีเสียระดับพลังงานชั้นนอกสุดไป
- ไอออนลบ (Anion): ใหญ่กว่าอะตอมเดิม เพราะรับอิเล็กตรอนเพิ่มเข้ามา แรงผลักระหว่างอิเล็กตรอนเพิ่มขึ้น
- อนุกรมไอโซอิเล็กทรอนิก (Isoelectronic series): อนุภาคที่มีจำนวนอิเล็กตรอนเท่ากัน อนุภาคที่มีจำนวนโปรตอนในนิวเคลียสมากกว่าจะมีแรงดึงดูดสูงกว่า ส่งผลให้รัศมีมีขนาดเล็กกว่า
4. อิเล็กโทรเนกาติวิตี สัมพรรคภาพอิเล็กตรอน และความเป็นโลหะ
- อิเล็กโทรเนกาติวิตี (EN): ความสามารถในการดึงดูดคู่อิเล็กตรอนในพันธะเคมี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปทางขวาและด้านบนของตารางธาตุ โดยทั่วไปไม่กำหนดค่าให้แก๊สมีตระกูลทุกกรณี
- ความเป็นโลหะ (Metallic character): เพิ่มขึ้นเมื่อเลื่อนลงด้านล่างและไปทางซ้ายของตารางธาตุ
- สัมพรรคภาพอิเล็กตรอน (EA): พลังงานที่เปลี่ยนแปลงเมื่ออะตอมในสถานะแก๊สรับอิเล็กตรอน มีแนวโน้มและข้อยกเว้นเฉพาะตัวมาก จึงต้องอาศัยข้อมูลที่โจทย์กำหนดเป็นหลัก
5. เปรียบเทียบปฏิกิริยารีดอกซ์ของฮาโลเจน
- ความสามารถในการเป็นตัวออกซิไดซ์:
- โมเลกุลฮาโลเจน () มีความสามารถในการรับอิเล็กตรอน (ตัวออกซิไดซ์) ลดลงตามหมู่:
- ความสามารถในการเป็นตัวรีดิวซ์ของแฮไลด์ไอออน () มีแนวโน้มตรงกันข้าม:
- การแทนที่ในปฏิกิริยารีดอกซ์:
- ฮาโลเจนที่อยู่ด้านบนสามารถออกซิไดซ์ไอออนของฮาโลเจนที่อยู่ต่ำกว่าในหมู่ได้ เช่น สามารถออกซิไดซ์ ได้เป็น แต่ ไม่สามารถออกซิไดซ์ ได้เองตามธรรมชาติ และไม่มีฮาโลเจนใดสามารถออกซิไดซ์ เป็น ได้
- เมื่อมีข้อมูลศักย์รีดักชันมาตรฐาน () ให้ยึดค่าที่กำหนดเป็นหลัก
- การทดสอบสีในชั้นตัวทำละลายอินทรีย์ ():
- โมเลกุล ในชั้น ให้สีม่วง
- โมเลกุล ในชั้น ให้สีส้ม
- แฮไลด์ไอออน () ละลายในชั้นน้ำและไม่ให้สีดังกล่าวในชั้นอินทรีย์
6. คลอรีนทำปฏิกิริยากับปูนขาวเพื่อผลิตสารฟอกขาว
- ปฏิกิริยาการผลิตสารฟอกขาว:
- ก๊าซคลอรีนทำปฏิกิริยากับแคลเซียมไฮดรอกไซด์ ( หรือปูนขาวชื้น) เกิดเป็นส่วนผสมสารฟอกขาวที่มีแคลเซียมไฮโปคลอไรต์ () และแคลเซียมคลอไรด์ ():
- ข้อสังเกต: ตรวจสอบการดุลจำนวนอะตอมของ ทั้งสองด้าน และระวังไม่สับสนกับสมการแยกสลายน้ำเกลือด้วยไฟฟ้า (Electrolysis of brine) ที่ใช้ผลิตก๊าซ
ความรู้นี้ใช้กับโจทย์แบบไหน?
เรียงขนาดอะตอมในคาบหรือหมู่เดียวกัน
-
สังเกตจากโจทย์: โจทย์ให้ธาตุหลายตัวในตารางธาตุ
-
เลือกวิธีคิด: ดูจำนวนชั้นก่อนเมื่ออยู่คนละคาบ; ถ้าอยู่คาบเดียวกันให้พิจารณาประจุนิวเคลียร์ยังผลและแนวโน้มรัศมีลดจากซ้ายไปขวา
เปรียบเทียบรัศมีของไอออน
-
สังเกตจากโจทย์: มีประจุบวก/ลบหรืออนุภาคที่มีอิเล็กตรอนเท่ากัน
-
เลือกวิธีคิด: หาจำนวนอิเล็กตรอนและโปรตอนก่อน; แคตไอออนเล็กลง แอนไอออนใหญ่ขึ้น และในชุด isoelectronic โปรตอนมากกว่าจะเล็กกว่า
อ่านพลังงานไอออไนเซชันหรืออิเล็กโทรเนกาติวิตี
-
สังเกตจากโจทย์: โจทย์ให้ค่าจริง ตารางกราฟ หรือคำถามแนวโน้ม
-
เลือกวิธีคิด: ตรวจว่าเป็นค่าลำดับใดและสถานะใด ใช้แนวโน้มเป็นสมมติฐาน แล้วตรวจข้อยกเว้นหรือหลักฐานตัวเลขที่ให้
โจทย์ถามปฏิกิริยาผลิตสารฟอกขาว
- สังเกตจากโจทย์: มี และ calcium hydroxide หรือกล่าวถึง bleaching powder.
- เลือกวิธีคิด: เลือกสมการเกิด calcium hypochlorite และ calcium chloride แล้วตรวจอะตอมทุกธาตุ; แยกการผลิตคลอรีนด้วย electrolysis จากการใช้คลอรีนทำสารฟอกขาว.
ตัวอย่างโจทย์พร้อมวิธีคิด
ตัวอย่าง 1 · เรียงรัศมี Na, Mg และ Cl
ทั้งสามธาตุอยู่คาบ 3 จงเรียงรัศมีอะตอมจากเล็กไปใหญ่โดยใช้แนวโน้มทั่วไป
- ธาตุอยู่คาบเดียวกัน จึงมีอิเล็กตรอนเวเลนซ์ที่เพิ่มเข้าในชั้นหลักเดียวกันโดยประมาณ
- จำนวนโปรตอนเพิ่มจาก Na ไป Mg ไป Cl ขณะที่การบังเพิ่มไม่มากเท่าประจุนิวเคลียร์ จึงเพิ่มแรงดึงดูดต่อเมฆอิเล็กตรอน
- รัศมีจึงลดจากซ้ายไปขวา: Cl < Mg < Na โดยเป็นแนวโน้มทั่วไป ไม่ใช่ค่ารัศมีเชิงตัวเลขจากนิยามเดียว
คำตอบ: Cl < Mg < Na
ตรวจเหตุผล: ทิศทางเรียงจากเล็กไปใหญ่กลับทิศการเคลื่อนจากซ้ายไปขวาในคาบ
ตัวอย่าง 2 · เรียงอนุภาคที่มีอิเล็กตรอนเท่ากัน
เรียงขนาด O²⁻, F⁻, Na⁺ และ Mg²⁺ จากเล็กไปใหญ่
- แต่ละอนุภาคมีอิเล็กตรอน 10 ตัว จึงเป็นชุด isoelectronic ที่มีการจัดเรียงแบบ [Ne]
- จำนวนโปรตอนคือ 8, 9, 11 และ 12 ตามลำดับ; นิวเคลียสที่มีโปรตอนมากดึงอิเล็กตรอนชุดเดียวกันแรงกว่า
- ขนาดจึงเล็กสุดที่ Mg²⁺ และใหญ่สุดที่ O²⁻: Mg²⁺ < Na⁺ < F⁻ < O²⁻
คำตอบ: Mg²⁺ < Na⁺ < F⁻ < O²⁻
ตรวจเหตุผล: จำนวนอิเล็กตรอนเท่ากันทั้งชุด; ในชุดนี้โปรตอนมากขึ้นหมายถึงรัศมีเล็กลง