ตารางธาตุและแนวโน้ม

- ใช้ตำแหน่งในตารางเป็นแผนที่ของการจัดเรียงอิเล็กตรอนและสมบัติที่เปลี่ยนเป็นแบบแผน ก่อนเปรียบเทียบให้ถามว่าโจทย์อยู่คาบเดียวกัน หมู่เดียวกัน หรือเป็นอนุภาคที่มีอิเล็กตรอนเท่ากัน

  • พื้นฐานที่ใช้: เลขอะตอมเพิ่มจากซ้ายไปขวาและจากบนลงล่าง; เวเลนซ์อิเล็กตรอนมีบทบาทต่อสมบัติทางเคมีของธาตุ

เข้าใจเนื้อหาและเงื่อนไข

1. ทิศทางแนวโน้มทั่วไปในตารางธาตุ

  • การจัดธาตุตามตารางธาตุสะท้อนการเพิ่มขึ้นของเลขอะตอมและการจัดเรียงอิเล็กตรอน ซึ่งส่งผลต่อแนวโน้มสมบัติต่าง ๆ:
  • แนวโน้มขนาดอะตอม (Atomic Radius):
    • ลดลงจากซ้ายไปขวาข้ามคาบ (→\rightarrow)
    • เพิ่มขึ้นจากบนลงล่างตามหมู่ (↓\downarrow)
  • แนวโน้มพลังงานไอออไนเซชัน (IE) และอิเล็กโทรเนกาติวิตี (EN):
    • มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากซ้ายไปขวาข้ามคาบ และลดลงจากบนลงล่างตามหมู่
ตารางสองแถวแสดง Li Be B C N Ne เหนือ Na Mg Al Si P Ar พร้อมเลขหมู่ 1, 2, 13, 14, 15, 18; ลูกศรสีแดงชี้ซ้ายและลงสำหรับรัศมีอะตอม ส่วนลูกศรสีน้ำเงินชี้ขวาและขึ้นสำหรับ IE/EN และมีข้อความว่ามีข้อยกเว้น
ตารางธาตุอย่างย่อแสดงแนวโน้มทั่วไป: รัศมีอะตอมเพิ่มเมื่อไปทางซ้ายและลง ส่วน IE/EN มักเพิ่มเมื่อไปทางขวาและขึ้นบน โดยมีข้อยกเว้น
  • จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
    • ภาพรวม: แผนผังตำแหน่งธาตุและทิศทางแนวโน้มทั่วไปของสมบัติต่าง ๆ ในตารางธาตุ
    • ส่วนประกอบและสัญลักษณ์:
      • รัศมีอะตอม: ลดลงเมื่อไปทางขวา (→\rightarrow) และเพิ่มขึ้นเมื่อลงล่าง (↓\downarrow)
      • IE และ EN: มักเพิ่มขึ้นเมื่อไปทางขวาและขึ้นบน
      • ข้อควรระวังกำกับ: มีข้อยกเว้นตามโครงสร้างระดับย่อย ต้องอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์และนิยามประกอบ
    • ข้อจำกัดของภาพจำลอง: แสดงทิศทางภาพรวมเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้แสดงค่าตัวเลขจริงและไม่สะท้อนข้อยกเว้นย่อยทั้งหมด

2. ปัจจัยควบคุมรัศมีอะตอมและระยะพันธะ

  • การเคลื่อนที่ข้ามคาบ (ซ้ายไปขวา):
    • จำนวนโปรตอนในนิวเคลียสเพิ่มขึ้น แต่อิเล็กตรอนที่เพิ่มเข้าไปอยู่ในชั้นระดับพลังงานหลักเดียวกัน
    • แรงบังของอิเล็กตรอนชั้นใน (Shielding effect) เปลี่ยนแปลงน้อย ทำให้ ประจุนิวเคลียร์ยังผล (ZeffZ_{\mathrm{eff}}) สูงขึ้น จึงดึงดูดกลุ่มหมอกอิเล็กตรอนให้เข้ามาใกล้ชิดนิวเคลียสมากขึ้น รัศมีอะตอมจึงเล็กลง
  • การเลื่อนลงหมู่ (บนลงล่าง):
    • มีจำนวนชั้นระดับพลังงานหลัก (nn) เพิ่มขึ้นและเกิดการบังจากชั้นในมากขึ้น รัศมีอะตอมจึงมีขนาดใหญ่ขึ้น
  • ระยะพันธะโควาเลนต์:
    • โดยประมาณเท่ากับผลรวมของรัศมีโควาเลนต์ของอะตอมคู่ร่วมพันธะ (สำหรับอันดับพันธะเดียวกัน) เช่น พันธะ S−S\mathrm{S-S} ยาวกว่า O−O\mathrm{O-O} เนื่องจากอะตอมซัลเฟอร์มีขนาดใหญ่กว่าออกซิเจน

3. พลังงานไอออไนเซชันและรัศมีของไอออน

  • พลังงานไอออไนเซชันลำดับที่หนึ่ง (IE1\mathrm{IE}_1):
    • พลังงานขั้นต่ำที่ใช้ดึงอิเล็กตรอน 1 ตัวออกจากอะตอมในสถานะพื้นและสถานะแก๊ส: X(g)→X+(g)+e−\mathrm{X(g) \rightarrow X^+(g) + e^-}
    • IE1\mathrm{IE}_1 มีค่าเป็นบวกเสมอ (กระบวนการดูดพลังงาน) แนวโน้มทั่วไปเพิ่มขึ้นตามคาบและลดลงตามหมู่ โดยมีข้อยกเว้นจากการจัดเรียงระดับย่อยที่เสถียร (เช่น ระดับ ss เต็ม หรือ pp ครึ่ง)
  • รัศมีไอออน (Ionic Radius):
    • ไอออนบวก (Cation): เล็กกว่าอะตอมเดิม เพราะเสียอิเล็กตรอน แรงผลักระหว่างอิเล็กตรอนลดลง และบางกรณีเสียระดับพลังงานชั้นนอกสุดไป
    • ไอออนลบ (Anion): ใหญ่กว่าอะตอมเดิม เพราะรับอิเล็กตรอนเพิ่มเข้ามา แรงผลักระหว่างอิเล็กตรอนเพิ่มขึ้น
    • อนุกรมไอโซอิเล็กทรอนิก (Isoelectronic series): อนุภาคที่มีจำนวนอิเล็กตรอนเท่ากัน อนุภาคที่มีจำนวนโปรตอนในนิวเคลียสมากกว่าจะมีแรงดึงดูดสูงกว่า ส่งผลให้รัศมีมีขนาดเล็กกว่า

4. อิเล็กโทรเนกาติวิตี สัมพรรคภาพอิเล็กตรอน และความเป็นโลหะ

  • อิเล็กโทรเนกาติวิตี (EN): ความสามารถในการดึงดูดคู่อิเล็กตรอนในพันธะเคมี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปทางขวาและด้านบนของตารางธาตุ โดยทั่วไปไม่กำหนดค่าให้แก๊สมีตระกูลทุกกรณี
  • ความเป็นโลหะ (Metallic character): เพิ่มขึ้นเมื่อเลื่อนลงด้านล่างและไปทางซ้ายของตารางธาตุ
  • สัมพรรคภาพอิเล็กตรอน (EA): พลังงานที่เปลี่ยนแปลงเมื่ออะตอมในสถานะแก๊สรับอิเล็กตรอน มีแนวโน้มและข้อยกเว้นเฉพาะตัวมาก จึงต้องอาศัยข้อมูลที่โจทย์กำหนดเป็นหลัก

5. เปรียบเทียบปฏิกิริยารีดอกซ์ของฮาโลเจน

  • ความสามารถในการเป็นตัวออกซิไดซ์:
    • โมเลกุลฮาโลเจน (X2\mathrm{X}_2) มีความสามารถในการรับอิเล็กตรอน (ตัวออกซิไดซ์) ลดลงตามหมู่: F2>Cl2>Br2>I2\mathrm{F_2 > Cl_2 > Br_2 > I_2}
    • ความสามารถในการเป็นตัวรีดิวซ์ของแฮไลด์ไอออน (X−\mathrm{X}^-) มีแนวโน้มตรงกันข้าม: I−>Br−>Cl−>F−\mathrm{I^- > Br^- > Cl^- > F^-}
  • การแทนที่ในปฏิกิริยารีดอกซ์:
    • ฮาโลเจนที่อยู่ด้านบนสามารถออกซิไดซ์ไอออนของฮาโลเจนที่อยู่ต่ำกว่าในหมู่ได้ เช่น Cl2\mathrm{Cl_2} สามารถออกซิไดซ์ I−\mathrm{I^-} ได้เป็น I2\mathrm{I_2} แต่ I2\mathrm{I_2} ไม่สามารถออกซิไดซ์ Br−\mathrm{Br^-} ได้เองตามธรรมชาติ และไม่มีฮาโลเจนใดสามารถออกซิไดซ์ F−\mathrm{F^-} เป็น F2\mathrm{F_2} ได้
    • เมื่อมีข้อมูลศักย์รีดักชันมาตรฐาน (E∘E^\circ) ให้ยึดค่าที่กำหนดเป็นหลัก
  • การทดสอบสีในชั้นตัวทำละลายอินทรีย์ (CCl4\mathrm{CCl_4}):
    • โมเลกุล I2\mathrm{I_2} ในชั้น CCl4\mathrm{CCl_4} ให้สีม่วง
    • โมเลกุล Br2\mathrm{Br_2} ในชั้น CCl4\mathrm{CCl_4} ให้สีส้ม
    • แฮไลด์ไอออน (I−,Br−\mathrm{I^-}, \mathrm{Br^-}) ละลายในชั้นน้ำและไม่ให้สีดังกล่าวในชั้นอินทรีย์

6. คลอรีนทำปฏิกิริยากับปูนขาวเพื่อผลิตสารฟอกขาว

  • ปฏิกิริยาการผลิตสารฟอกขาว:
    • ก๊าซคลอรีนทำปฏิกิริยากับแคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Ca(OH)2\mathrm{Ca(OH)_2} หรือปูนขาวชื้น) เกิดเป็นส่วนผสมสารฟอกขาวที่มีแคลเซียมไฮโปคลอไรต์ (Ca(OCl)2\mathrm{Ca(OCl)_2}) และแคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2\mathrm{CaCl_2}): 2Ca(OH)2+2Cl2→Ca(OCl)2+CaCl2+2H2O\mathrm{2Ca(OH)_2 + 2Cl_2 \rightarrow Ca(OCl)_2 + CaCl_2 + 2H_2O}
    • ข้อสังเกต: ตรวจสอบการดุลจำนวนอะตอมของ Ca,Cl,O,H\mathrm{Ca, Cl, O, H} ทั้งสองด้าน และระวังไม่สับสนกับสมการแยกสลายน้ำเกลือด้วยไฟฟ้า (Electrolysis of brine) ที่ใช้ผลิตก๊าซ Cl2\mathrm{Cl_2}

ความรู้นี้ใช้กับโจทย์แบบไหน?

เรียงขนาดอะตอมในคาบหรือหมู่เดียวกัน

  • สังเกตจากโจทย์: โจทย์ให้ธาตุหลายตัวในตารางธาตุ

  • เลือกวิธีคิด: ดูจำนวนชั้นก่อนเมื่ออยู่คนละคาบ; ถ้าอยู่คาบเดียวกันให้พิจารณาประจุนิวเคลียร์ยังผลและแนวโน้มรัศมีลดจากซ้ายไปขวา

เปรียบเทียบรัศมีของไอออน

  • สังเกตจากโจทย์: มีประจุบวก/ลบหรืออนุภาคที่มีอิเล็กตรอนเท่ากัน

  • เลือกวิธีคิด: หาจำนวนอิเล็กตรอนและโปรตอนก่อน; แคตไอออนเล็กลง แอนไอออนใหญ่ขึ้น และในชุด isoelectronic โปรตอนมากกว่าจะเล็กกว่า

อ่านพลังงานไอออไนเซชันหรืออิเล็กโทรเนกาติวิตี

  • สังเกตจากโจทย์: โจทย์ให้ค่าจริง ตารางกราฟ หรือคำถามแนวโน้ม

  • เลือกวิธีคิด: ตรวจว่าเป็นค่าลำดับใดและสถานะใด ใช้แนวโน้มเป็นสมมติฐาน แล้วตรวจข้อยกเว้นหรือหลักฐานตัวเลขที่ให้

โจทย์ถามปฏิกิริยาผลิตสารฟอกขาว

  • สังเกตจากโจทย์: มี Cl2\mathrm{Cl_2} และ calcium hydroxide หรือกล่าวถึง bleaching powder.
  • เลือกวิธีคิด: เลือกสมการเกิด calcium hypochlorite และ calcium chloride แล้วตรวจอะตอมทุกธาตุ; แยกการผลิตคลอรีนด้วย electrolysis จากการใช้คลอรีนทำสารฟอกขาว.

ตัวอย่างโจทย์พร้อมวิธีคิด

ตัวอย่าง 1 · เรียงรัศมี Na, Mg และ Cl

ทั้งสามธาตุอยู่คาบ 3 จงเรียงรัศมีอะตอมจากเล็กไปใหญ่โดยใช้แนวโน้มทั่วไป

  1. ธาตุอยู่คาบเดียวกัน จึงมีอิเล็กตรอนเวเลนซ์ที่เพิ่มเข้าในชั้นหลักเดียวกันโดยประมาณ
  2. จำนวนโปรตอนเพิ่มจาก Na ไป Mg ไป Cl ขณะที่การบังเพิ่มไม่มากเท่าประจุนิวเคลียร์ จึงเพิ่มแรงดึงดูดต่อเมฆอิเล็กตรอน
  3. รัศมีจึงลดจากซ้ายไปขวา: Cl < Mg < Na โดยเป็นแนวโน้มทั่วไป ไม่ใช่ค่ารัศมีเชิงตัวเลขจากนิยามเดียว

คำตอบ: Cl < Mg < Na

ตรวจเหตุผล: ทิศทางเรียงจากเล็กไปใหญ่กลับทิศการเคลื่อนจากซ้ายไปขวาในคาบ

ตัวอย่าง 2 · เรียงอนุภาคที่มีอิเล็กตรอนเท่ากัน

เรียงขนาด O²⁻, F⁻, Na⁺ และ Mg²⁺ จากเล็กไปใหญ่

  1. แต่ละอนุภาคมีอิเล็กตรอน 10 ตัว จึงเป็นชุด isoelectronic ที่มีการจัดเรียงแบบ [Ne]
  2. จำนวนโปรตอนคือ 8, 9, 11 และ 12 ตามลำดับ; นิวเคลียสที่มีโปรตอนมากดึงอิเล็กตรอนชุดเดียวกันแรงกว่า
  3. ขนาดจึงเล็กสุดที่ Mg²⁺ และใหญ่สุดที่ O²⁻: Mg²⁺ < Na⁺ < F⁻ < O²⁻

คำตอบ: Mg²⁺ < Na⁺ < F⁻ < O²⁻

ตรวจเหตุผล: จำนวนอิเล็กตรอนเท่ากันทั้งชุด; ในชุดนี้โปรตอนมากขึ้นหมายถึงรัศมีเล็กลง