ลักษณะเชิงปริมาณ
หลายยีนมีผลต่อลักษณะเดียวกัน ค่าที่วัดจึงอาจมีหลายระดับแทนเด่น/ด้อยสองกลุ่ม
พื้นฐานที่ใช้: polygenic trait คือลักษณะที่หลาย gene มีส่วนต่อ phenotype; genotype คือชุด allele ของบุคคล ส่วน phenotype คือค่าหรือลักษณะที่วัดได้
เข้าใจเนื้อหาและเงื่อนไข
1. polygenic traits: หลายยีนร่วมกันให้ค่าหลายระดับ
- ลักษณะเชิงปริมาณ (Quantitative traits หรือ Polygenic traits) ถูกควบคุมด้วยยีนหลายคู่ที่ทำงานร่วมกัน
- ลักษณะสำคัญของ Polygenic inheritance:
- ถูกควบคุมด้วยยีนมากกว่า 1 คู่ (บางลักษณะอาจใช้ยีนหลายสิบตำแหน่ง)
- แต่ละแอลลีลเด่น (Contributing allele / Capital letter) ทำหน้าที่สะสมผลต่อฟีโนไทป์ทีละน้อยเท่าๆ กัน (Additive effect)
- ฟีโนไทป์ที่แสดงออกจึงมีความแปรผันแบบต่อเนื่อง (Continuous variation) ไม่ได้แบ่งเป็นกลุ่มชัดเจนแบบขาว-ดำ
- ตัวอย่าง: ความสูง น้ำหนัก สีผิว สีตา ผลผลิตเมล็ดพืช

- จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
- ภาพรวม: การกระจายความถี่ของฟีโนไทป์ตามจำนวนแอลลีลเด่นสะสม (0, 1, 2, 3, 4 แอลลีล)
- ส่วนประกอบและสัญลักษณ์: สัดส่วนความถี่ กราฟมีรูปทรงสมมาตรคล้ายรูประฆังคว่ำ (Normal curve)
- ข้อจำกัดของภาพจำลอง: แสดงแบบจำลองทางคณิตศาสตร์บริสุทธิ์ของยีน 2 คู่โดยไม่มีอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม
2. สิ่งแวดล้อมปรับเปลี่ยนการแสดงออกของลักษณะต่อเนื่อง
- ลักษณะเชิงปริมาณมีความไวต่ออิทธิพลของสภาพแวดล้อมภายนอกสูงมาก
- ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ():
- ฟีโนไทป์จริง () = ปัจจัยพันธุกรรม () + ปัจจัยสิ่งแวดล้อม ()
- ตัวอย่าง: พันธุกรรมกำหนดช่วงศักยภาพความสูง แต่ภาวะโภชนาการ การนอนหลับ และการออกกำลังกายเป็นตัวกำหนดว่าจะสูงถึงขีดจำกัดสูงสุดหรือไม่
- อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมช่วยเกลี่ยให้การกระจายของฟีโนไทป์ในประชากรมีความต่อเนื่องและเรียบเป็นระฆังคว่ำสมบูรณ์
3. ความแปรผันต่อเนื่องต่างจากความแปรผันไม่ต่อเนื่อง
- การจำแนกชนิดความแปรผันทางพันธุกรรมช่วยในการทำความเข้าใจการถ่ายทอดลักษณะ
- ความแปรผันไม่ต่อเนื่อง (Discontinuous variation):
- ควบคุมด้วยยีน 1 หรือน้อยคู่ ฟีโนไทป์แยกเป็นกลุ่มชัดเจน สิ่งแวดล้อมมีผลน้อย (เช่น หมู่เลือด ABO, การมีติ่งหู, การห่อลิ้น)
- ความแปรผันต่อเนื่อง (Continuous variation):
- ควบคุมด้วยยีนหลายคู่ (Polygenes) ฟีโนไทป์วัดค่าเป็นตัวเลขต่อเนื่องได้ สิ่งแวดล้อมมีผลสูง (เช่น ส่วนสูง น้ำหนัก)
ความรู้นี้ใช้กับโจทย์แบบไหน?
จัดกลุ่ม phenotype ตามจำนวน allele เพิ่มคะแนน
สังเกตจากโจทย์: โจทย์ให้หลายยีนและกำหนดผลเพิ่มเท่ากัน
เลือกวิธีคิด: นับจำนวน allele ที่เพิ่มค่าใน genotype; ระบุสมมติฐานเรื่อง independent assortment (การจัด allele คนละตำแหน่งอย่างอิสระ) และสิ่งแวดล้อมก่อนใช้สัดส่วน
อ่าน histogram (กราฟแท่งแสดงจำนวนในแต่ละช่วงค่า) ของลักษณะต่อเนื่อง
สังเกตจากโจทย์: มีแกนค่าที่วัดและจำนวนบุคคลในแต่ละช่วง
เลือกวิธีคิด: อ่านค่ากลาง การกระจาย และแกนก่อน; อย่าใช้รูปทรงกราฟเพียงอย่างเดียวสรุปจำนวนยีนหรือเหตุเชิงสาเหตุ
เปรียบเทียบ genotype กับ phenotype ที่วัดจริง
สังเกตจากโจทย์: มีข้อมูลสภาพแวดล้อมหรือกลุ่มทดลองต่างกัน
เลือกวิธีคิด: ถามว่าตัวแปรใดเปลี่ยนและอะไรถูกควบคุม; แยกผลรวมของพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อมตามหลักฐาน
ตัวอย่างโจทย์พร้อมวิธีคิด
ตัวอย่าง 1 · จัดกลุ่มค่าจาก additive two-locus model
กำหนดให้ AaBb × AaBb และทุก allele ตัวพิมพ์ใหญ่เพิ่มคะแนน 1 หน่วยอย่างเท่ากัน ยีนแยกอิสระ ไม่มีสิ่งแวดล้อม จงหาสัดส่วนลูกที่มีคะแนนจาก allele รวมเท่ากับ 2 หน่วย
- ที่แต่ละตำแหน่ง Aa × Aa ให้จำนวน allele ตัวพิมพ์ใหญ่ 0, 1, 2 ด้วยโอกาส 1/4, 1/2, 1/4
- คะแนนรวมเป็น 2 เกิดได้จาก (0 ที่ A, 2 ที่ B), (1,1) หรือ (2,0)
- รวมโอกาส 1/4×1/4 + 1/2×1/2 + 1/4×1/4 = 1/16+4/16+1/16 = 6/16
คำตอบ: 6/16 หรือ 3/8 ของลูกในแบบจำลองมีคะแนนจาก allele รวม 2 หน่วย
ตรวจเหตุผล: การรวมคะแนน 0 ถึง 4 ให้จำนวนช่อง 1+4+6+4+1 = 16; คะแนนกลางมี 6 ช่อง
ตัวอย่าง 2 · ตีความกราฟลักษณะต่อเนื่อง
ชุดข้อมูลสมมติวัดความยาวใบของพืช 200 ต้นในสภาพแสงเดียวกัน พบหลายค่าต่อเนื่องและมีค่ากลางมากกว่าค่าสุดขั้ว สรุปอะไรได้และอะไรยังไม่ได้?
- ค่าหลายระดับต่อเนื่องสอดคล้องกับลักษณะที่มีหลายปัจจัยร่วม ไม่จำเป็นต้องแบ่งเป็น dominant/recessive สองกลุ่ม
- การคุมแสงช่วยลดตัวแปรสิ่งแวดล้อมหนึ่งชนิด แต่ไม่ได้ตัดสิ่งแวดล้อมอื่นหรือความแปรผันทางพันธุกรรมออกทั้งหมด
- รูปแบบนี้เพียงอย่างเดียวไม่ระบุจำนวนยีนหรือพิสูจน์ additive model; ต้องมีการผสม/ข้อมูล genotype หรือการทดลองเพิ่มเติม
คำตอบ: ข้อมูลสอดคล้องกับความแปรผันหลายปัจจัย แต่ยังระบุจำนวนยีนหรือกลไกแน่ชัดไม่ได้
ตรวจเหตุผล: แยกสิ่งที่สังเกตจากกราฟออกจากข้ออ้างเรื่องเหตุ; ระบุว่าควบคุมแสงอย่างเดียวไม่ควบคุมทุกปัจจัย