มิวเทชันระดับยีนและโครโมโซม
มิวเทชันคือการเปลี่ยนลำดับ DNA; ผลขึ้นกับตำแหน่ง ยีน และชนิดเซลล์ ไม่ได้เป็นผลเสียหรือถ่ายทอดสู่รุ่นลูกเสมอ การเปลี่ยนหนึ่งเบส อินเดล โครงสร้าง chromosome และจำนวน chromosome ต้องวิเคราะห์คนละระดับ
พื้นฐานที่ใช้: DNA เป็นสารพันธุกรรม; ยีนถูกถอดรหัสและบางส่วนแปลเป็นโปรตีน; chromosome เป็น DNA ที่จัดร่วมกับโปรตีน
เข้าใจเนื้อหาและเงื่อนไข
1. การเปลี่ยนเบสในยีนมีผลหลายชนิด
- การกลายพันธุ์ระดับยีน (Point mutation) เป็นการเปลี่ยนแปลงของลำดับนิวคลีโอไทด์ในยีนหนึ่งๆ
- การแทนที่คู่เบส (Base-pair substitution):
- Silent mutation: เปลี่ยนเบสแต่ได้กรดอะมิโนตัวเดิม (เนื่องจากความซ้ำซ้อนของรหัสพันธุกรรม) จึงไม่มีผลต่อโปรตีน
- Missense mutation: เปลี่ยนเบสแล้วได้กรดอะมิโนเปลี่ยนไปชนิดอื่น อาจมีผลต่อโครงสร้างหรือการทำงานของโปรตีน (เช่น โรคโลหิตจางเม็ดเลือดแดงรูปเคียว Sickle cell anemia: เกิดจาก GAG GUG เปลี่ยนกลูตาเมตเป็นวาลีน)
- Nonsense mutation: เปลี่ยนเบสแล้วกลายเป็นรหัสหยุด (Stop codon) ก่อนกำหนด ทำให้สายโปรตีนสั้นลงและมักสูญเสียหน้าที่อย่างสิ้นเชิง
- การแทรกหรือการขาดหายของเบส (Insertion / Deletion):
- หากจำนวนเบสที่เพิ่มหรือหายไป ไม่เป็นทวีคูณของ 3 จะทำให้เกิด Frameshift mutation กรอบการอ่านเปลี่ยน ทำให้กรดอะมิโนด้านหลังผิดเพี้ยนทั้งหมด

- จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
- ภาพรวม: เปรียบเทียบผลกระทบของมิวเทชันแต่ละชนิดต่อสายพอลิเปปไทด์
- ส่วนประกอบและสัญลักษณ์: แสดงลำดับเบส mRNA กรดอะมิโนที่ได้; จุดที่เบสเปลี่ยนสีและผลลัพธ์ของสายโปรตีน
- ข้อจำกัดของภาพจำลอง: แสดงผลเฉพาะจุด ไม่ได้แสดงผลกระทบเชิงการพับตัว 3 มิติของโปรตีน
2. ความเปลี่ยนแปลงระดับ chromosome
- การกลายพันธุ์ระดับโครโมโซมส่งผลต่อโครงสร้างหรือจำนวนแท่งโครโมโซมขนาดใหญ่
- การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโครโมโซม (Structural aberrations):
- Deletion: ชิ้นส่วนโครโมโซมขาดหายไป (เช่น Cri-du-chat syndrome เกิดจากการขาดหายของแขนสั้นโครโมโซมคู่ที่ 5)
- Duplication: ชิ้นส่วนโครโมโซมเพิ่มซ้ำเข้ามา
- Inversion: ชิ้นส่วนโครโมโซมหักแล้วต่อกลับในทิศกลับหัว (Paracentric ไม่รวมเซนโทรเมียร์, Pericentric รวมเซนโทรเมียร์)
- Translocation: ชิ้นส่วนโครโมโซมหักแล้วไปต่อกับโครโมโซมอื่นที่ไม่ใช่คู่โฮโมโลกัส (Non-homologous chromosome)
- การเปลี่ยนแปลงจำนวนโครโมโซม (Numerical aberrations):
- แอนยูพลอยดี (Aneuploidy): จำนวนโครโมโซมเพิ่มหรือลดแท่งเดี่ยว มักเกิดจากปรากฏการณ์ Nondisjunction (การไม่แยกกันของโครโมโซมใน Meiosis I หรือ II)
- เช่น กลุ่มอาการดาวน์ (Trisomy 21: ), เทอร์เนอร์ (Monosomy X: ), ไคลน์เฟลเตอร์ ()
- พอลีพลอยดี (Polyploidy): จำนวนชุดโครโมโซมเพิ่มขึ้นทั้งชุด () พบบ่อยในพืชและมักทำให้ผลหรือดอกมีขนาดใหญ่ขึ้น
- แอนยูพลอยดี (Aneuploidy): จำนวนโครโมโซมเพิ่มหรือลดแท่งเดี่ยว มักเกิดจากปรากฏการณ์ Nondisjunction (การไม่แยกกันของโครโมโซมใน Meiosis I หรือ II)

- จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
- ภาพรวม: แผนภาพเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโครโมโซมทั้ง 4 แบบ
- ส่วนประกอบและสัญลักษณ์: รหัสแถบสีบนโครโมโซมแสดงชิ้นส่วนที่ขาดหาย (Deletion), ชิ้นส่วนที่ซ้ำ (Duplication), ชิ้นส่วนที่กลับทิศ (Inversion), และการแลกเปลี่ยนข้ามแท่ง (Translocation)
- ข้อจำกัดของภาพจำลอง: เป็นภาพ schematic ไม่ได้ระบุตำแหน่งยีนจริง
3. somatic กับ germline ให้ผลการถ่ายทอดต่างกัน
- ผลกระทบของการกลายพันธุ์ต่อการสืบทอดรุ่นลูกขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
- การกลายพันธุ์ในเซลล์ร่างกาย (Somatic mutation):
- เกิดขึ้นในเซลล์ร่างกายทั่วไป (เช่น เซลล์ผิวหนัง เซลล์ลำไส้)
- ส่งผลกระทบเฉพาะตัวบุคคลนั้น (อาจทำให้เกิดเนื้อร้ายหรือมะเร็ง) ไม่สามารถถ่ายทอดสู่ลูกหลานได้
- การกลายพันธุ์ในเซลล์สืบพันธุ์ (Germline mutation):
- เกิดขึ้นในเซลล์สร้างเซลล์สืบพันธุ์ ไข่ หรือสเปิร์ม
- สามารถถ่ายทอดสู่รุ่นลูกหลานได้ และอาจปรากฏอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกายรุ่นลูก
4. DNA fingerprint แบบ STR เปรียบเทียบความยาวของ repeat หลายตำแหน่ง
- การตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอด้วยเครื่องหมายพันธุกรรมแบบ STR ใช้ตรวจเอกลักษณ์บุคคลและความสัมพันธ์ทางสายเลือด
- หลักการของ STR (Short Tandem Repeats):
- ตำแหน่งบน DNA ที่มีลำดับเบสสั้นๆ (2–6 คู่เบส) ซ้ำต่อกันหลายรอบ จำนวนรอบการซ้ำมีความหลากหลายสูงมาก (Polymorphic) ในประชากร
- ตรวจสอบโดยใช้ PCR ขยายชิ้นดีเอ็นเอรอบตำแหน่ง STR แล้วนำไปแยกขนาดด้วย Gel electrophoresis หรือ Capillary electrophoresis
- การแปลผลลายพิมพ์ DNA:
- แถบ DNA แต่ละแถบของลูกจะต้องได้รับมาจากพ่อหรือแม่อย่างละครึ่งหนึ่ง (แถบใดที่ลูกมีแล้วไม่ตรงกับแม่ ต้องตรงกับพ่อแท้จริง)

- จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
- ภาพรวม: ผล Gel electrophoresis แสดงแถบลายพิมพ์ดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดา
- ส่วนประกอบและสัญลักษณ์: แต่ละคอลัมน์แสดงแถบ STR ของแม่ ลูก และผู้ต้องสงสัย; แถบของลูกต้องตรงกับแม่หรือพ่อเสมอ
- ข้อจำกัดของภาพจำลอง: แสดงตำแหน่ง STR จำลองเพียงไม่กี่ตำแหน่ง ในงานนิติวิทยาศาสตร์จริงต้องตรวจพร้อมกัน 13–20 ตำแหน่งเพื่อความเที่ยงตรงทางสถิติ
ความรู้นี้ใช้กับโจทย์แบบไหน?
จำแนก silent/missense/nonsense
สังเกตจากโจทย์: ให้ codon เดิมและใหม่หรือผลต่อ amino acid
เลือกวิธีคิด: แปลง coding DNA เป็น mRNA, แบ่ง triplet จาก start, แล้วเทียบ amino acid ก่อน/หลัง
วิเคราะห์การถ่ายทอด
สังเกตจากโจทย์: ระบุ somatic, germline หรือเกิดใน gamete
เลือกวิธีคิด: ดูว่าเซลล์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเข้าร่วมการสืบพันธุ์หรือไม่; ความรุนแรงไม่ใช่เกณฑ์การถ่ายทอด
ตัวอย่างโจทย์พร้อมวิธีคิด
ตัวอย่าง 1 · การเปลี่ยน codon ให้เป็น stop
coding DNA 5′-ATG GAA TTT TGA-3′ เปลี่ยน GAA เป็น TAA ผล mRNA/เปปไทด์พื้นฐานคืออะไร?
- coding DNA ให้ mRNA โดยแทน T ด้วย U: เดิม AUG GAA UUU UGA
- หลังเปลี่ยนได้ AUG UAA UUU UGA; UAA เป็น stop codon ตัวแรกหลัง start
- แปลได้ Met แล้วหยุดก่อนกำหนด ไม่ได้เพียงเปลี่ยน Glu เป็น amino acid อื่น
คำตอบ: mRNA: AUG UAA UUU UGA; ผลพื้นฐานคือ Met แล้วหยุดที่ UAA
ตรวจเหตุผล: ตรวจว่าแปลง T/U ถูกและหยุดที่ stop แรกในกรอบ
ตัวอย่าง 2 · เปรียบเทียบ indel
การลบ 1 เบสกับ 3 เบสใน coding region หลัง start ต่างกันอย่างไร?
- หนึ่งเบสไม่เป็นกลุ่มสาม ทำให้จุดแบ่ง codon หลัง deletion เลื่อน
- สามเบสคงกรอบถัดไป แต่ถ้ารอยลบไม่ตรงขอบ codon อาจเปลี่ยน codon บริเวณรอยต่อ
- ทั้งสองแบบยังต้องดูตำแหน่งและลำดับก่อนสรุปผลต่อโปรตีน
คำตอบ: ลบ 1 เบสมัก frameshift; ลบ 3 เบสคงกรอบ downstream แต่อาจเปลี่ยนกรดอะมิโนใกล้รอยต่อ
ตรวจเหตุผล: ใช้จำนวนที่ลบหารด้วยสาม และตรวจว่ารอยลบตรงกับขอบ codon หรือไม่