ไมโทซิสและไมโอซิส

ทั้งไมโทซิสและไมโอซิสเริ่มหลังจำลอง DNA แต่แยกโครโมโซมต่างชนิดกัน: ไมโทซิสแยกโครมาทิดพี่น้องหนึ่งรอบ ส่วนไมโอซิสแยกคู่โฮโมโลกัสก่อนแล้วจึงแยกโครมาทิดพี่น้อง

พื้นฐานที่ใช้: โครโมโซมโฮโมโลกัสมีตำแหน่งยีนชุดเดียวกันแต่แอลลีลอาจต่าง; โครมาทิดพี่น้องเป็นสำเนาจากการจำลอง DNA ของโครโมโซมหนึ่งแท่ง

เข้าใจเนื้อหาและเงื่อนไข

1. ไมโทซิสแบ่งนิวเคลียสหนึ่งครั้งเพื่อคงชุดโครโมโซม

  • การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสมีเป้าหมายเพื่อการเจริญเติบโต ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
  • ขั้นตอนของไมโทซิส (Mitosis):
    • Prophase: โครมาทินขดแน่นเป็นแท่งโครโมโซม เยื่อหุ้มนิวเคลียสเริ่มสลาย เซนโทรโซมเคลื่อนไปขั้วตรงข้ามและสร้าง spindle fiber
    • Metaphase: โครโมโซมหดสั้นที่สุดและจัดเรียงตัวกึ่งกลางเซลล์ที่ Metaphase plate (ระยะที่เหมาะแก่การทำคาริโอไทป์ที่สุด)
    • Anaphase: Sister chromatids ถูกดึงแยกออกจากกันไปยังขั้วตรงข้าม แต่ละเส้นกลายเป็นโครโมโซมเดี่ยว
    • Telophase: โครโมโซมคลายตัวเป็นโครมาทิน เยื่อหุ้มนิวเคลียสและนิวคลีโอลัสสร้างใหม่
  • ผลลัพธ์: ได้เซลล์ลูก 2 เซลล์ที่มีข้อมูลพันธุกรรมและจำนวนโครโมโซมเท่าเซลล์เดิม (2n→2n2n \rightarrow 2n)
จากเซลล์ดิพลอยด์หลังจำลอง DNA: mitosis แบ่งหนึ่งครั้งได้สองเซลล์ 2n; meiosis มี crossing over แยก homologues ในรอบ I และ sister chromatids ในรอบ II ได้สี่เซลล์ n โดยยกตัวอย่างหนึ่งคู่โฮโมโลกัส
ภาพเทียบ mitosis ที่แยก sister chromatids เป็น 2 เซลล์ 2n กับ meiosis ที่แยก homologues แล้วแยก sister chromatids เป็น 4 เซลล์ n
  • จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
    • ภาพรวม: ลำดับขั้นตอนการแบ่งนิวเคลียสและการแบ่งไซโทพลาซึม
    • ความแตกต่างของการแบ่งไซโทพลาซึม (Cytokinesis): เซลล์สัตว์ใช้ไมโครฟิลาเมนต์คอดกิ่ว (Cleavage furrow); เซลล์พืชสร้างแผ่นกั้นเซลล์ (Cell plate) จากกอลจิเวสิเคิล
    • ข้อจำกัดของภาพจำลอง: แสดงโครโมโซมจำนวนน้อยเพื่อความชัดเจนในการติดตามเส้นสี

2. ไมโอซิส I แยกโฮโมโลกัส; ไมโอซิส II แยกโครมาทิดพี่น้อง

  • การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสลดจำนวนชุดโครโมโซมลงครึ่งหนึ่งเพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ในการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ
  • ไมโอซิส I (Reductional division: 2n→n2n \rightarrow n):
    • Prophase I: โครโมโซมคู่เหมือนเข้าคู่กัน (Synapsis) เกิดเป็นคู่ Tetrad / Bivalent และเกิดการไขว้เปลี่ยนชิ้นส่วนยีน (Crossing over) ที่จุด Chiasma
    • Metaphase I: คู่โฮโมโลกัสเข้าเรียงตัวสองแถวที่แนวศูนย์กลางเซลล์แบบสุ่ม (Independent assortment)
    • Anaphase I: คู่โฮโมโลกัสโครโมโซมแยกออกจากกัน ไปยังขั้วตรงข้าม (Sister chromatids ยังไม่แยกจากกัน)
    • Telophase I: ได้นิวเคลียสลูกที่มีจำนวนโครโมโซมลดลงเหลือแฮพลอยด์ (nn)
  • ไมโอซิส II (Equational division: n→nn \rightarrow n):
    • ดำเนินการคล้ายไมโทซิส โดยใน Anaphase II จะเป็นขั้นที่ Sister chromatids แยกออกจากกัน
    • ผลลัพธ์สุทธิ: จาก 1 เซลล์ดิพลอยด์ (2n2n) ได้เซลล์ลูก 4 เซลล์แฮพลอยด์ (nn)
ด้านซ้ายแสดง homologous chromosomes เข้าคู่และแลกช่วง DNA ระหว่าง non-sister chromatids ใน prophase I; ด้านขวาแสดง homologous pairs สองคู่หันได้สองแนวที่ metaphase I ทำให้ชุดโครโมโซมที่แยกไปแต่ละขั้วต่างกัน
ภาพแยก crossing over ใน prophase I กับ independent assortment ใน metaphase I: แลก DNA ระหว่าง non-sister chromatids และคู่ homologues หันได้หลายแนว
  • จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
    • ภาพรวม: เปรียบเทียบจุดหักเหสำคัญระหว่าง Meiosis I กับ Meiosis II
    • ส่วนประกอบและสัญลักษณ์: ใน Meiosis I โฮโมโลกัสแยกจากกัน (ลดจำนวนชุดโครโมโซม 2n→n2n \rightarrow n); ใน Meiosis II โครมาทิดแยกจากกัน (คงสถานะ nn)
    • ข้อจำกัดของภาพจำลอง: แสดงตัวอย่าง 2n=42n=4 เพื่อให้เห็นการกระจายของโครโมโซมอย่างชัดเจน

3. การจัดเรียงและแลกเปลี่ยนสร้างชุดอัลลีลใหม่

  • ไมโอซิสเป็นกลไกพื้นฐานที่สร้างความแปรผันทางพันธุกรรม (Genetic variation) ให้แก่สิ่งมีชีวิต
  • กลไกสร้างความหลากหลายทางพันธุกรรม 2 รูปแบบ:
    1. Crossing over ใน Prophase I: การแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนดีเอ็นเอระหว่าง Non-sister chromatids ทำให้เกิด Recombinant chromatids ที่มีชุดอัลลีลผสมใหม่
    2. Independent assortment ใน Metaphase I: การจัดเรียงตัวและแยกแถวของคู่โฮโมโลกัสอย่างเป็นอิสระต่อกัน สร้างรูปแบบเซลล์สืบพันธุ์ได้ถึง 2n2^n รูปแบบ (เมื่อ nn คือจำนวนโฮโมโลกัส เช่น ในมนุษย์ได้ 223≈8.42^{23} \approx 8.4 ล้านแบบ ไม่รวม crossing over)

ความรู้นี้ใช้กับโจทย์แบบไหน?

เปรียบเทียบจำนวนโครโมโซมก่อน/หลังการแบ่ง

สังเกตจากโจทย์: โจทย์บอก 2n, n, จำนวนการจำลอง DNA หรือระยะ meiosis I/II

เลือกวิธีคิด: ทำตารางแยกจำนวนครั้งที่จำลอง DNA จำนวนรอบแบ่ง ระยะที่แยก homologous chromosomes และระยะที่แยก sister chromatids

อธิบายความหลากหลายทางพันธุกรรมของเซลล์สืบพันธุ์

สังเกตจากโจทย์: ถาม crossing over, การเรียงคู่โฮโมโลกัส หรือการเกิดชุดอัลลีลต่างกัน

เลือกวิธีคิด: จับคู่กลไกกับตำแหน่ง: แลกเปลี่ยน non-sister chromatids ใน prophase I; จัดแนวและแยกแต่ละคู่ใน meiosis I

ตัวอย่างโจทย์พร้อมวิธีคิด

ตัวอย่าง 1 · นับจำนวนเมื่อเริ่มจาก 2n = 6

เซลล์ 2n = 6 จำลอง DNA แล้วแบ่งแบบไมโทซิสหรือไมโอซิส ผลปลายทางต่างกันอย่างไรในแบบจำลองพื้นฐาน?

  1. หลัง S phase มี 6 โครโมโซมที่จำลองแล้ว รวม 12 โครมาทิด เพราะ centromere ยังไม่แยก
  2. ไมโทซิสแยก sister chromatids หนึ่งรอบ จึงได้เซลล์ลูกสองเซลล์ แต่ละเซลล์มี 6 โครโมโซม (2n)
  3. ไมโอซิส I แยก homologues ได้เซลล์ละ n=3 โดยแต่ละโครโมโซมยังจำลองแล้ว; meiosis II แยก sister chromatids ต่อจนได้สี่เซลล์ n=3

คำตอบ: ไมโทซิส: 2 เซลล์ แต่ละเซลล์ 2n=6; ไมโอซิส: โดยทั่วไป 4 เซลล์ แต่ละเซลล์ n=3

ตรวจเหตุผล: ตรวจว่า meiosis I ลดจำนวนชุดจาก 2n เป็น n และ meiosis II แยก sister chromatids โดยไม่มี DNA replication แทรก

ตัวอย่าง 2 · จับคู่กลไกกับระยะที่สร้างความหลากหลาย

ถ้าโจทย์ถามถึงการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนระหว่างโครมาทิดที่ไม่ใช่พี่น้อง และการหันของคู่โฮโมโลกัสอย่างอิสระ ควรระบุระยะใด?

  1. การแลกเปลี่ยนเกิดเมื่อ homologues เข้าคู่กันใน prophase I และเกิดระหว่าง non-sister chromatids
  2. การหันของแต่ละคู่ถูกจัดวางที่ metaphase I; เมื่อแยกใน anaphase I จึงได้การผสมชุดโครโมโซมต่างกัน
  3. ทั้งสองกลไกเพิ่มความหลากหลาย แต่เป็นคนละเหตุการณ์และไม่ควรเรียกรวมว่า crossing over

คำตอบ: crossing over เกิดใน prophase I; independent assortment เกิดจากการจัดแนวคู่โฮโมโลกัสใน metaphase I และผลปรากฏเมื่อแยกใน meiosis I

ตรวจเหตุผล: ตรวจชนิดโครมาทิดที่แลกเปลี่ยนและคู่ที่จัดแนว: non-sister ใน homologues สำหรับ crossing over; แต่ละคู่ homologues สำหรับ assortment