ลิพิด
ลิพิดเป็นคำรวมของโมเลกุลหลายแบบที่มีสมบัติการละลายในตัวทำละลายไม่มีขั้ว ไม่ใช่พอลิเมอร์ที่มีมอนอเมอร์ชนิดเดียว หน้าที่จึงต้องอ่านจากโครงสร้างย่อยของสารแต่ละแบบ
พื้นฐานที่ใช้: เปรียบเทียบส่วนมีขั้วกับไม่มีขั้ว และรู้ว่าหมู่ที่ชอบน้ำกับส่วนที่ไม่ชอบน้ำจัดตัวต่างกันในน้ำ
เข้าใจเนื้อหาและเงื่อนไข
1. ลิพิดเป็นหมวดกว้าง ไม่ใช่โครงสร้างแบบเดียว
- ลิพิดเป็นกลุ่มสารชีวโมเลกุลที่หลากหลาย มีสมบัติร่วมคือไม่ละลายน้ำ (Hydrophobic) แต่ไม่ได้เป็นพอลิเมอร์แท้
- กลุ่มหลักของลิพิด:
- ไตรเอซิลกลีเซอรอล (Triglyceride / Triacylglycerol): สะสมพลังงานระยะยาว
- ฟอสโฟลิพิด (Phospholipid): โครงสร้างหลักของเยื่อหุ้มเซลล์
- สเตอรอยด์ (Steroids): ควบคุมการทำงานของร่างกายและรักษาเสถียรภาพเยื่อหุ้มเซลล์
- ไข (Waxes): สารเคลือบป้องกันการสูญเสียน้ำ
- โครงสร้างของไตรกลีเซอไรด์:
- ประกอบด้วย Glycerol 1 โมเลกุล เชื่อมกับ กรดไขมัน (Fatty acids) 3 สาย ผ่าน พันธะเอสเทอร์ (Ester bond)

- จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
- ภาพรวม: เปรียบเทียบองค์ประกอบระหว่าง Triacylglycerol กับ Phospholipid
- ส่วนประกอบและสัญลักษณ์: Triacylglycerol มีกรดไขมัน 3 สายต่อกับ glycerol; Phospholipid มีกรดไขมัน 2 สาย และมีหมู่ฟอสเฟตที่ต่อกับหมู่มีขั้วทำหน้าที่เป็นหัว
- ข้อจำกัดของภาพจำลอง: แสดงแผนภาพเชิงโครงสร้างเคมีเพื่อเน้นจำนวนสายกรดไขมันและการมีอยู่ของหมู่ฟอสเฟต
2. ฟอสโฟลิพิดมีหัวชอบน้ำและหางไม่ชอบน้ำ
- โครงสร้างแบบแอมฟิพาติก (Amphipathic) ของฟอสโฟลิพิดเป็นรากฐานของการเกิดเยื่อหุ้มชีวภาพ
- โครงสร้างโมเลกุล:
- ส่วนหัว (Hydrophilic head): มีขั้วและชอบน้ำ ประกอบด้วยกลีเซอรอล หมู่ฟอสเฟต และหมู่มีขั้ว (เช่น โคลีน)
- ส่วนหาง (Hydrophobic tails): ไม่มีขั้วและไม่ชอบน้ำ ประกอบด้วยสายไฮโดรคาร์บอนของกรดไขมัน 2 สาย
- การจัดตัวในน้ำ (Phospholipid bilayer):
- เมื่ออยู่ในสารละลายน้ำ โมเลกุลจะจัดตัวเป็น 2 ชั้นโดยอัตโนมัติ โดยหันส่วนหัวสัมผัสน้ำทั้งด้านนอกและด้านในเซลล์ และซ่อนส่วนหางไว้ตรงกลาง
3. จำนวนและรูปแบบพันธะคู่เปลี่ยนการจัดเรียงสาย
- ชนิดของกรดไขมันมีผลโดยตรงต่อจุดหลอมเหลวและความลื่นไหล (Fluidity) ของเยื่อหุ้มเซลล์
- กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated fatty acid):
- ไม่มีพันธะคู่ระหว่างคาร์บอน ( เดี่ยวทั้งหมด) สายไฮโดรคาร์บอนเหยียดตรง
- โมเลกุลจัดเรียงชิดกันได้แน่น จุดหลอมเหลวสูง มักเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้อง (เช่น ไขมันสัตว์)
- กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated fatty acid):
- มีพันธะคู่ () อย่างน้อย 1 ตำแหน่ง ในธรรมชาติมักเป็นแบบ cis ทำให้สายเกิดรอยหักงอ (Kink)
- กีดกันไม่ให้โมเลกุลชิดกันแน่น จุดหลอมเหลวต่ำ เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง (เช่น น้ำมันพืช) ช่วยรักษาความลื่นไหลของเยื่อหุ้มเซลล์ที่อุณหภูมิต่ำ
- สเตอรอยด์ (Steroids):
- โครงสร้างเป็นวงแหวนคาร์บอนเชื่อมติดกัน 4 วง เช่น คอเลสเตอรอล (ทำหน้าที่เป็น Temperature buffer ในเยื่อหุ้มเซลล์) และฮอร์โมนสเตอรอยด์

- จุดสังเกตสำคัญในภาพ:
- ภาพรวม: เปรียบเทียบการจัดเรียงตัวของกรดไขมันอิ่มตัวกับไม่อิ่มตัว
- ส่วนประกอบและสัญลักษณ์: ซ้าย: พันธะเดี่ยว สายตรง แพ็กตัวแน่น; ขวา: พันธะคู่ cis เกิดรอยหักงอ ทำให้เกิดระยะห่างระหว่างโมเลกุล
- ข้อจำกัดของภาพจำลอง: แสดงพันธะคู่เพียง 1 จุดเพื่อแสดงผลของการหักงอเชิงกลไก
ความรู้นี้ใช้กับโจทย์แบบไหน?
ระบุโมเลกุลที่สะสมพลังงานหรือสร้างเยื่อหุ้ม
สังเกตจากโจทย์: โจทย์ให้ glycerol กับสามสายกรดไขมัน หรือหัวฟอสเฟตกับสองหาง
เลือกวิธีคิด: นับส่วนประกอบก่อน: glycerol+3 fatty acids ชี้ไปที่ triacylglycerol; phosphate-containing head+2 tails ชี้ไปที่ phospholipid
ทำนายการจัดตัวของ phospholipid ในน้ำ
สังเกตจากโจทย์: ภาพแสดงส่วนหัวมีขั้วกับหางไฮโดรคาร์บอน
เลือกวิธีคิด: ให้หัวสัมผัสน้ำและหางหันหนีน้ำ; พิจารณาว่ามีเฟสน้ำด้านเดียวหรือสองด้านก่อนเลือก micelle/bilayer
ตัวอย่างโจทย์พร้อมวิธีคิด
ตัวอย่าง 1 · เทียบ triglyceride กับ phospholipid
สาร A มี glycerol กับกรดไขมัน 3 สาย; สาร B มี glycerol กรดไขมัน 2 สาย และหัวมีฟอสเฟต ควรเชื่อมกับหน้าที่ต่างกันอย่างไร?
- สาร A ไม่มีหัวมีขั้วเด่น จึงมีแนวโน้มไม่ละลายน้ำและใช้สะสมพลังงาน
- สาร B มีทั้งส่วนชอบน้ำและไม่ชอบน้ำ จึงมีสมบัติ amphipathic และจัดเป็นโครงเมมเบรนได้
- จำแนกจากโครงสร้าง ไม่สรุปว่า A อยู่เฉพาะสัตว์หรือ B ทำหน้าที่เดียวในทุกเซลล์
คำตอบ: A เป็น triacylglycerol ที่มักสะสมพลังงาน; B เป็น phospholipid ที่มีบทบาทสำคัญใน bilayer ของเยื่อหุ้ม
ตรวจเหตุผล: ดูจำนวนหางและกลุ่มฟอสเฟต; อย่าจำแนกจากคำว่า “ไขมัน” อย่างเดียว
ตัวอย่าง 2 · กรดไขมัน cis กับการเรียงตัว
น้ำมันสมมติมีกรดไขมัน cis ไม่อิ่มตัวหลายสาย ส่วนไขมันอีกชนิดมีสายอิ่มตัวเป็นสัดส่วนมากกว่า ที่อุณหภูมิเดียวกันคาดหมายแนวโน้มการเรียงตัวอย่างไร?
- พันธะคู่ cis ทำให้สายบางตำแหน่งงอ ไม่เรียงชิดได้ง่ายเหมือนสายตรง
- การจัดเรียงหลวมลดแนวโน้มการแข็งตัวเมื่อเทียบกับส่วนผสมที่มีสายอิ่มตัวตรงจำนวนมาก
- ผลจริงยังขึ้นกับความยาวสาย จำนวนและตำแหน่งพันธะคู่ องค์ประกอบผสม และอุณหภูมิ
คำตอบ: ตัวอย่างที่มีสาย cis ไม่อิ่มตัวมากกว่ามักเหลวกว่าในเงื่อนไขเดียวกัน แต่เป็นแนวโน้ม ไม่ใช่กฎสำหรับส่วนผสมทุกชนิด
ตรวจเหตุผล: คำตอบต้องกล่าวถึงการจัดเรียงสายและบอกเงื่อนไขที่ผลอาจเปลี่ยน